#สิวจะหายขาดแค่ทำกายและจิตให้สะอาด (เท่านั้นเอง)

#สิวจะหายแค่ทำกายและจิตให้สะอาด (เท่านั้นเอง)

สิว สะท้อน ความสกปรก
ความสกปรกในกาย
ความสกปรกในจิต
ทั้งที่เรา “รู้ตัว” และ “ไม่รู้ตัว”
ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน

เป็นสิวมาก ก็คือ สกปรกมาก
เป็นสิวน้อย ก็คือ สกปรกน้อย

แต่เป็นสิว ก็คือ สกปรก

การจะรักษาสิวให้หายขาด
เพียงแค่ทำขั้วตรงข้าม
ต้องทำให้ “กายและจิต” ให้สะอาด

ของสกปรกใน “กาย”
เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ต้องรู้จักวิธีชำระล้างของเก่าตกค้างให้หมดจด
ไม่เอาของสกปรกและภาระเข้าไปใหม่

ของสกปรกสำหรับกาย
คือ ของกินที่ร่างกายไม่ต้องการ
ของที่กินไปแล้ว ย่อยไม่ได้
ของที่กินไปแล้ว ร่างกายไม่รู้จัก
ย่อยไม่ได้ ดูดซึมไม่ได้ เหลือตกค้าง
เป็นพิษหมุนเวียนในกาย

ของสกปรกสำหรับกาย
คือ อากาศ น้ำ มลภาวะ ที่เป็นพิษ
เข้าไปแล้ว ไปทำลายเซลล์ให้อ่อนแอ
เข้าไปแล้ว ไปทำลายภูมิคุ้มกันให้อ่อนแอ
เป็นพิษหมุนเวียนในกาย
สะสมในตับ ในเลือด ในน้ำเหลือง
อุดตัน จนก่อให้เกิดเป็นสิวผลักออกมา

ของสกปรกใน “จิต”
เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ต้องรู้จักวิธีชำระล้างของเก่าตกค้างให้หมดจด
ไม่เอาของสกปรกและภาระเข้าไปใหม่

ของสกปรกสำหรับจิต
คือ กิเลส ทั้งสามตัว โลภ โกรธ หลง
คือ ความคิดปรุงแต่งทางลบทั้งหลาย
คือ ความรู้สึกตกค้างทางลบทั้งหลาย
ความยึดติด ความไม่ปล่อยวาง

ความสกปรกที่ “สะสม” ในกายและจิต
จะทำให้ชีวิตที่เกิดมาก็ดีอยู่แล้วตามธรรมชาติ
วุ่นวาย สับสน ยุ่งเหยิง ผิดธรรมชาติ
ตกอยู่ในวังวนแห่งทุกข์
ผลคือ เป็นสิวไม่จบสิ้น…

การที่สิวจะหาย
จึงต้องทำควบคู่กันไป
ระหว่างการ “กำจัดของเสียเก่า” ให้หมดจดไป
และ “ไม่รับของก่อของเสียใหม่” เข้ามาเพิ่ม

อาวุธ สำคัญที่ธรรมชาติให้มา
เพื่อต่อสู้และปกป้องกายและใจจาก “ความสกปรก”
ที่ประเดประดังเข้ามาทักทายทุกวัน
คือ สติ + ลมหายใจ

เพื่อเป้าหมายสุดท้าย คือ ความสะอาด
แห่ง “กาย” และ “จิต”

เมื่อเราขัดเกลาตัวเองให้ “สะอาด” ได้แล้ว
สิวก็หาย … แค่นั้นเอง

สิว เป็น ผล
พฤติกรรม เป็น เหตุ

จะแก้ “สิว”
ต้องแก้ที่ “พฤติกรรม”

ต้องปรับตัวเองให้มี “พฤติกรรมสะอาด” เท่านั้น…
ก็จะ “หายขาด” ได้จริง ๆ

ด้วยรัก
#บีมซีเคร็ต
#อาสาฬหบูชา๒๕๖๑

หนทางหลุดพ้นจากปัญหาสิวตลอดกาล
http://acnefree101.blog

สิวเปลี่ยนชีวิต (บีม)

สิวเปลี่ยนชีวิต (บีม)

ชีวิตสิว ๆ ที่เปลี่ยนไปของ #บีมซีเคร็ต
(ยาว แต่คุ้มค่าเวลาที่ได้อ่าน ให้พลัง ให้ความเชื่อมั่น กับคุณ)

บีมเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตมีความสุขดี
แต่ด้วยผิวที่ดำคล้ำแต่กำเนิด ตอนไปโรงเรียนชั้นประถม
ก็ถูกเพื่อนล้อตลอดว่า “ดำปากเป็ด”
ตอนนั้น “ข้าวนอกนา” เป็นหนังที่ดังมาก
ก็ดันอยู่ในกระแสซะงั้น!!! (โดนเลย)
.
และแล้ววันหนึ่ง ขณะอยู่ชั้น ป.4 (อายุ 11 ปี) ก็พบว่า
ตัวเองเริ่มหน้ามัน เป็นสิวเสี้ยนที่จมูก มีสิวข้าวสารที่หน้าผาก
มีกลิ่นตัวรุนแรง และมีเซลลูไลท์ที่ต้นขา ลามไปถึงน่อง
คุณแม่ก็เริ่มหาอะไรมาให้เราใช้ แบบเบสิค ๆ
สบู่น้ำผึ้ง โฟมแบรนด์หนึ่ง ครีมแบรนด์หนึ่ง ที่บีมไม่รู้จัก
แต่มั่นใจว่าไม่มีสเตียรอยด์ …
.
น้ำซาวข้าว แม่ก็ให้ลองเอามาล้างหน้าดู
ไปร้านทำผมกับแม่ คุณน้าช่างทำผมก็คงจะหวังดี
พูดตลอดเลยว่า เอาสิวมาให้น้าบีบดีมั้ย!?
ป. 6 แม่พาไปหาหมอที่เชียงราย ทายา ก็ไม่หาย
ก็เลยต้องปล่อยมันไว้แบบนั้นแหละ…

ป.4 – ป.6 เป็นอะไรที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองดูแย่
มีดีอย่างเดียวคือ เรื่องเรียน เรื่องวิชาการ
แต่ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอน เพราะ ความหน้ามัน ดำ และสิ่วที่ขึ้นเพิ่ม
และการถูกปฏิเสธจาก Puppy Love (แหม…เร็วมาก ^^)
.
และที่เจ็บปวดที่สุด คือ คุณครูที่สอนพระพุทธศาสนาและมารยาท
ดุบีมว่า … หน้าเธอมันและดำมาก ไปล้างหน้าแล้วเอาทิชชู่ซับซะป่ะ!
.
แม่เจ้า…ภาพนั้นยังมีอยู่ในหัว แต่ไม่ได้ทำให้เจ็บปวดตอนนี้แต่ประการใด เพียงแต่เล่าให้ฟังค่ะว่า เป็นเด็กที่ ดำ สิว มัน เหม็น ครบ!!!
โรลออนที่ใช้ ก็ติดเสื้อเป็นคราบ ๆ เหลือง ๆ ซักก็ไม่ค่อยจะออก
แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง … มันก็อายเพื่อนนะ แต่ว่า
จะให้ซื้อใหม่ก็เกรงใจแม่ เสื้อมันยังไม่เก่าเลย

พอขึ้นชั้นมัธยม ก็ไปเรียนที่เชียงใหม่ จังหวัดใหญ่ขึ้นมาหน่อย
เป็นโรงเรียนที่ดีมาก ๆ สังคมดี วิชาการดี คุณครูดี
.
แต่เรานี่สิ … เด็กต่างจังหวัดที่เชยระเบิดมาก ๆ เข้าเมืองใหญ่
จากที่เคยไม่ค่อยมั่นใจตัวเองอยู่แล้ว
มาเจอ ขาว สวย หมวย รวย ยิ่งรู้สึก “ด้อย” ไปกันใหญ่
.
แต่ก็อย่างว่า มีดีอยู่อย่างนึง คือ เป็นคนตั้งใจทำอะไรก็สำเร็จ
และเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง ก็ยึดจุดนั้นเป็นจุดหลักของชีวิตไปก่อน
มันก็เลยยังพอถ่วงดุลชีวิตได้ให้ไม่รู้สึกล้มเหลวมากไป
.
ตอนอยู่ชั้นมัธยม สิวก็ขึ้นอยู่เรื่อย ๆ
แต่พอดีเห็นเพื่อนคนหนึ่ง ตอนแรกหน้าเป็นสิวเยอะ
แต่สักพัก เห็นเขาหน้าใสกิ๊ง เลยถามเขาว่าไปทำอะไรมา
เขาบอกว่า ไปหาหมอที่คลินิก “ร” (ปัจจุบันนี้ยังมี)
.
เราก็เลยไปเสาะแสวงหา เข้าไปรักษาจนได้
แล้วก็พบ “ทางสว่าง” ของเราในตอนนั้น
กินยา ทายา แค่ 2 สัปดาห์ หน้าใสกิ๊งๆๆๆ
ดีใจมาก ๆ

แต่สัจธรรมก็บังเกิดให้เห็น
คือ เริ่มมีอาการปัสสาวะเหม็นตามยาที่กิน
เริ่มมีภาวะลำไส้ทำงานไม่ปกติ
ปวดท้องเหมือนมีแผลตลอดเวลา
.
ประกอบกับตอนนั้นเป็นนักกีฬาด้วย
เราก็อยากสูง ก็อัดนมวัวเยอะมาก ๆ
ผลคือ ถ่ายเหลวบ่อยมาก ๆ
แถมโครกครากในท้องตลอด
.
และก็อยากจะอ้วนขึ้น (เพราะเป็นคนผอม)
ก็กินไก่ทอด กินพิซซ่าขอบชีส กินบราวนี่ เบเกอรี่
อัด ๆ ๆ ๆ ๆ เพราะคิดว่า จะได้มีน้ำหนักขึ้นได้
.
ยังไม่พอ…ด้วยความที่เป็นเด็กหอ
ก็นอนดึก กินดึก ตามประสา
บางทีวันหยุดก็เม้าท์มอยกับเพื่อนถึงตี 4-5
บางทีเล่นเยอะไป ก็จะกลับมาอ่านหนังสือทำการบ้านถึงดึกมาก
ถึงจะเล่นอะไรขนาดไหน แต่การเรียนไม่เคยต่ำกว่าที่ตั้งใจไว้เสมอ
.
แต่ที่เครียดเพิ่มทุกปี ๆ คือ
สิวที่เพิ่มขึ้น หยุดยาไม่ได้ หยุดแล้วไม่เกิน 3 เดือนกลับมา แถมเพิ่มอีก
กลิ่นตัวที่รุนแรง คราบที่บริเวณใต้วงแขนของเสื้อยังคงมีปัญหาอยู่เสมอ
ผิวที่หยาบ ดำ กร้าน อาจจะเพราะเล่นกีฬาด้วย ว่ายน้ำด้วย คือ ดูเหมือนทอมคนหนึ่งเลยทีเดียว
.
นั่นคือ บีมตอน ม.ต้น ที่สิวยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิต
รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เราไม่รู้ว่ามันพ่วงมากับ “สิว”
คือ ความมั่นใจในตัวเองและสุขภาพที่ถดถอยลง
และปริมาณไขมันเลวที่เริ่มสะสมในตัว!!!

ตอน ม.ปลาย เพื่อนบอกว่า หุ่นดี หน้าตาน่ารักดี ไปคัดเชียร์ลีดเดอร์
แต่ก็ไม่ติด…
ก็เลยไม่สนใจละ
มาตั้งใจเรียนก็แล้วกัน…
เพราะอีก 3 ปีก็ต้องเลือกคณะ ไปเรียนมหาวิทยาลัยละ
.
จริง ๆ เป็นคนชอบด้านภาษามาก ๆ
แต่ด้วยความที่เพื่อนสนิทไปเรียนสายวิทย์กันหมด
และเราก็รู้สึกว่า มันไม่รู้ว่า สายศิลป์เรียนแล้วจะไปทำอะไร
เราตัดสินใจเองไม่เป็นในตอนนั้น
ก็เรียนตามที่ครอบครัวอยากให้เรียนด้วย
.
ทำให้เราต้องเรียนหนัก ถึงจะได้เกรดสูง ๆ ตามที่ตั้งใจ
กลายเป็นสะสมความเครียดไม่รู้ตัวอีก
ทุกอย่างกินเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิมเหมือน ม.ต้น
แต่ไม่ได้เล่นกีฬาเท่าไหร่แล้ว ก็เน้น กิน เรียน นอน
เที่ยวเล่นกับเพื่อน (เป็นคนเที่ยวน้อยมาก และไม่เที่ยวกลางคืน)
.
แต่ที่เพิ่มมา คือ ยาโรแอคคิวเทน
ตอน ม.ต้น กินยาปฏิชีวนะ ชื่อ Doxycycline
ตอน ม.ปลาย หมอคนเดิม จ่าย โรแอคคิวเทน
เป็น “ยาใหม่” ในยุคนั้น ที่ราคาแพงแต่กำราบสิวได้ทุกประเภท!!!
.
กินไปสักพักไม่นาน เกิดอาการตาแห้ง ปากแตกอย่างแรง
ผนวกกับสุขภาพที่แย่อยู่แล้ว ก็เกิดอาการคันตามหาศาล
ไปโรงเรียนไม่ได้ในวันหนึ่ง…
และรู้สึกอารมณ์แปรปรวนหนัก
เคยคิดถึงขั้นจะฆ่าตัวตาย แบบไม่มีเหตุผล
อยู่ดี ๆ ก็แว่บขึ้นมา เห็นระเบียงก็อยากจะกระโดด
.
อาจจะด้วยตอนนั้น เราอยากเรียนคณะภาษาอังกฤษ
แต่ที่บ้านอยากให้สอบต่อเรียนหมอ … คือ เรารู้สึกกดดันอย่างมาก!!!
พอมันผสมกับอะไรที่เป็นอยู่ เลยไปกันใหญ่!

แต่อาการไม่สบายตาอย่างหนัก
เหมือนมีอาการภูมิแพ้ไม่หยุดหย่อน
ประกอบกับ “ผมร่วง” เกินพิกัด
คือ ร่วงจนน้องสาว (ที่อยู่ห้องเดียวกัน) ตกใจอย่างมาก
และจากที่บีมผมหนา ก็บางลงมากอย่างน่าตกใจ
.
จึงตัดสินใจ ไปหาข้อมูลยาตัวนี้ในอินเตอร์เน็ต
ยุคนั้นต้องไปร้านเน็ต ชั่วโมง 10-15 บาท
แถว ๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หลังมอ)
ก็พบว่า ยานี้เป็นยาอันตราย และไม่ดีต่อตับมาก ๆ
.
วันที่ไปพบหมอ ก็เลยไปถาม …
“คุณหมอคะ เห็นข้อมูลบอกว่า ยานี้ไม่ดีต่อตับ มันกินได้เหรอคะ”

หมอตอบว่า …
“ตับอยู่ข้างใน หน้าอยู่ข้างนอก เธอเลือกเอาเองก็แล้วกัน”
.
เฮ้ยยยยย … ทำไมตอบงี้! (คิดในใจ)
จากจุดนั้น ก็ตัดสินใจเลยว่า “จะต้องเอาชนะหมอให้ได้” 555
จะรักษาทั้งตับและหน้าให้มันดีไปพร้อมกันนี่แหละ
แต่จะทางไหนล่ะ???

หลังจากนั้น
เหมือนจิตใต้สำนึกมัน “ปฏิเสธ”
การรักษาแบบนั้นไปโดยสิ้นเชิง
.
แต่เราห่างมันได้ไม่นาน เราก็ต้องกลับมาอยู่ดี
แต่ตอนหลัง ๆ จะแค่เข้าไปซื้อยา
แต่พอไปซื้อบ่อย ๆ แต่ไม่พบหมอ
ก็โดนบังคับให้พบอีก…
.
ก็แสวงหาครีมข้างนอกมาใช้
ก็ใช้ไม่ได้…ไม่มีความรู้อะไร
ใช้แล้วก็ไม่ได้ผลเหมือนไปหาหมอคลินิกนั้น

จากนั้น ก็ได้มาเรียนต่อในกรุงเทพฯ
โจทย์เดิมอีก เรื่องสิวจะทำยังไง
มีดีเรื่องเดียวเหมือนเดิม คือ เรื่องเรียน
.
เรื่องอื่นเฟล ไม่มั่นใจตัวเอง
อยากเป็นเชียร์ลีดเดอร์ก็ไม่ยอมไปคัดล่ะคราวนี้
.
เพราะนี่มาถึงกรุงเทพฯ เพื่อนเป็นเด็กเตรียมอุดมเอย
คือ เด็กในเมืองอ่ะ
ต่อให้มีเพื่อนในกลุ่มเชียร์ก็เถอะ …
แต่ No มันไม่ใช่ชั้น!!!
จะไปสู้กับเขายังไงได้ (วะ) ก็ตัดโอกาสตัวเองไปอีก

ตอนนั้น ชีวจิตกำลังดังมาก
ด้วยความเป็นคนชอบห้องสมุดมาก ๆ
ก็ไปหาข้อมูล เจอหนังสือ ชีวจิตรักษาสิว
มีกินวิตามิน สวนลำไส้ ฯลฯ
.
ก็ลองทำดู
แต่…ลำบากมากกับการสวนลำไส้ด้วยกาแฟ
เพราะอยู่หอ อุปกรณ์ไม่พร้อมเลยจริง ๆ
.
กินวิตามินไม่เห็นจะได้ผลอะไร
(เพราะทำอย่างอื่นเหมือนเดิม
กินดึก นอนดึก กินมัน ฯลฯ
แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ไงคะ)
ก็ล้มเลิกไป…
.
แต่ก็ไม่หยุดแสวงหา หนทางเอาชนะคำพูดหมอคนนั้น
มันก็หา ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่ดีอยู่อย่างคือ ตอนนั้นครีมในเน็ตยังไม่มีนะ
มันก็ใช้ทั่วไปนี่แหละ ที่ไม่ผสมสารสเตียรอยด์ แบรนด์ในท้องตลาดเกี่ยวกับสิวทั่วไป
มันก็งั้นๆ แหละ

จนกระทั่ง ไปอ่านนิตยสารเล่มแบรนด์ดังเล่มหนึ่ง
ก็มีโฆษณาเล็ก ๆ กรอบหนึ่ง
เขียนว่า “ปลูกผิวใหม่ด้วยธรรมชาติบำบัด” อะไรแบบนี้
.
แล้วก็เขียนคำโฆษณาประมาณว่า “ผิวเกิดใหม่” คือ สนใจมาก ๆ
นั่งรถเมล์ไปจากมหาวิทยาลัยไปที่นั่น ใช้เวลา 3 ชั่วโมง กลับอีก 3 ชั่วโมง
.
แต่ยอม… แต่แพงมากกก แต่ก็อยากมาก
เนื่องจากไม่ได้เข้าเต็มคอร์สล่ะมั้ง
ได้วิตามินกับครีมมาชุดนึงประมาณ 3,000 บาทกว่า ๆ
เอาไปใช้ ตอนแรกก็ดูผิวผลัดเซลล์ดี
สัก 7 วัน ผิวเริ่มลอกและยุ่ย ๆ
เริ่มอักเสบ แดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวเคราของผู้ชาย
(กรอบหน้า แต่แนวกว้างเป็นปื้นเลย ที่ยังเห็นเป็นแนวรอยแผลอยู่ทุกวันนี้)
.
ตอนนั้น ที่สถานที่นั้น ก็มองหน้าเราแบบแปลกใจว่า “เกิดอะไร”
เราถามพี่ ๆ เขา รวมถึงคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักบำบัด
เขาไม่มีคำตอบให้เลย …
.
เด็กต่างจังหวัดตัวเล็ก ๆ ไม่มีเงินทองอะไร
ก็ถอยตัวเองออกมา ไม่ได้ใช้ของและไม่ได้ไปอีก
เพราะแพง แล้ว พัง!!!
.
ทำให้เสียโอกาสในการเข้าคัดเลือก
“ผู้ถือป้ายงานฟุตบอลมหาวิทยาลัยจุฬา – ธรรมศาสตร์” ไปโดยสิ้นเชิง
และไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมใด ๆ ได้อีกเลยนับแต่ตอนนั้น

ด้วยความที่เราไม่อยากกลับไปหาหมอเดิม
ที่เคยเลี้ยงไข้เรามา (มีอยู่ทั่วประเทศ)
เราก็ไปหาอีกที่ แต่โชคร้ายที่ที่นี่
ดันมาขัดหน้าเรา ซ้ำเติมความเสียหายไปอีก
.
เจ็บปวด ทรมาน ทุกคืน ทุกวัน ที่ผ่านไป
นอนร้องไห้คนเดียวตลอด…ในห้องพัก
ใครเห็น ก็แสดงแววตา “สมเพช” “สงสาร” “เห็นใจ”
บางคนก็กล้าถาม บางคนก็ไม่กล้าถาม…
.
เรานี่คือ เรียนเสร็จ รีบกลับมาห้องเลย
หิวก็เดินออกไปซื้อข้าวห่อ มานั่งกินที่ห้อง
แม่มาเยี่ยม ก็สงสารเรามาก แต่ท่านก็ไม่รู้จะช่วยเราอย่างไร
ได้แต่บอกว่า เอาเงินนี้ไปหาหมอซะนะลูก…

แต่ในวิกฤติ บีมก็ทำให้เป็นโอกาส
เอาเวลาเศร้า ๆ มาอ่านหนังสือให้หนัก
เทอมนั้น ได้เกรดสูงสุดจากทุกเทอมที่เรียน!
เปลี่ยนพลังลบ เป็นบวกจนได้

แต่ก็เฮ้อ…ทำไมต้องเกิดมาเป็นแบบนี้ด้วยวะ! (สิว)
เอาวะ ไปก็ไป ทำอะไรเองไม่ได้ละ
ก็ตัดสินใจไปหาหมอเดิมที่เคยรักษาแล้วหายเร็ว
คุณหมอดูหน้า ถามว่า ไปทำอะไรมา ผิวค่อนข้างแย่เลย
.
ก็เล่า ๆๆๆ ให้คุณหมอฟัง
ก็ได้ยามา ยาก็เหมือนเดิม
และก็เป็นไปตามที่คาดไว้
ยาที่นี่ดีและแรงจริง ๆ
ไม่นานเกินรอ ผิวก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
.
แต่…สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปคือ
รอยแผลเป็นลักษณะพังผืดเล็ก ๆ
ที่ทำให้เห็นเม็ดไขมันขาว ๆ ใต้ผิวชัดเจนมากมาย
ถามหมอว่า แบบนี้จะหายแล้วกลับไปเรียบเนียนได้เหมือนเดิมไหมคะ
หมอบอกว่า “เท่าที่เห็น หมอยังไม่มีทางไหนนะ”

เฮ้อ…ช่างมันเหอะวะ
สิวหนัก ๆ นั้นหายก็ดีละ

สักปี 3 เราก็ได้รู้จักแบรนด์ขายตรงแบรนด์หนึ่ง
เพื่อนในคณะมาชวนไปดูงานและทำ
เราก็เลยได้รู้ว่า
อ้อ มีคนใช้เครื่องสำอางและอาหารเสริมสิวหายด้วย ไม่ต้องใช้ยา
.
เราก็ทดลองใช้อยู่ ซึ่งตอนนั้น แพงมาก ๆ สำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างเรา
แต่ถ้ามันคุ้มกับการที่ไม่ต้องไปหาหมออีก และสามารถมีผิวที่สดใสตามปกติ
เหมือนเพื่อนวัยเดียวกัน ที่ไม่ต้องไปหาหมอได้ ก็ยอม…
.
แล้วมันก็เป็นไปได้จริง ๆ ทำให้เราเห็นทางสว่าง
แล้วก็ห่างหมอมาได้จริง ๆ
แต่ก็ไม่หายขาด เราเลยไปเสาะแสวงหามาว่า
จะซื้อยาที่ขายที่คลินิกนั้นได้ที่ไหนบ้าง
ก็เป็นที่มาของการไปเจอกลุ่มยาที่มีเบนซอยด์เพอร็อกไซด์
เราก็เอามาใช้ทาละลายสิวมาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกดีที่หายาที่หมอจ่ายมาใช้เองได้
ฟีลคือ ไม่ต้องไปคลินิกละ ชั้นรักษาเองได้แล้ว แบบนั้น!

ชีวิตก็เป็นแบบนั้นมาเรื่อย ๆ
แต่สิ่งที่ลดลงเรื่อย ๆ คือ ความมั่นใจในตัวเอง
เพราะตอนทำงาน ตอนแรก ๆ ก็ดี เพราะเราพึ่งจบใหม่
และได้เกียรตินิยมมาด้วย สมัครงานที่ไหน เขาก็รับหมด
.
ยกเว้น งานโรงแรมกับสายการบิน ที่เราอยากทำมาก
แต่ทำไม่ได้ และไม่ได้สมัคร เพราะ มีรอยแผลเป็นผ่าตัดที่แขน
และรู้สึกว่า “ตัวเองไม่สวย ดูห่วย ดูแย่ ตัวเหม็น แถมเป็นสิวอีก”
.
ที่ทำงาน เรารู้สึกว่า คนหน้าตาดี ๆ ผิวพรรณดี ๆ ได้โอกาสดี ๆ เสมอ ๆ
ในขณะที่เราต้องทำงานงก ๆ ทำงานเยอะ แต่ก็รู้สึกว่า…นั่นไม่ใช่ที่ของเราเลยจริงๆ
ชีวิตพนักงานประจำของบีม มันไม่ได้สดใส มันแย่ มันดาวน์มาก ๆ

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2551 ขณะไปทำงานประจำที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย
เป็นครั้งแรกที่บีมได้ปล่อยหน้าเต็มที่ และโชคดีที่ที่นั่น เขาไม่สนใจเรื่องสิวเลย
แล้วบีมก็ไม่รู้จะไปเข้าคลินิกไหน ก็ปล่อยผิวอยู่เกือบหนึ่งปีเต็ม
.
มีเงินเดือนดี ก็ไปซื้อของแบรนด์ดีๆ ที่เคลมเรื่องสิวใช้ดู
ปรากฏว่า ใช้แทบไม่ได้เลย … หน้าก็แย่ แต่ดีไม่มีใครสนใจ แถมมีคนมาชอบอีก…
.
เลยเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า ประเทศอื่น เขาไม่ได้สนใจสิวและรูปลักษณ์ภายนอกเท่าประเทศไทยเลย
ก็เลยอยู่แบบสบายใจมาก ไม่รู้สึกด้อยอะไร
ยกเว้นแต่ งานประจำที่เรารู้สึกว่า “เราคงไม่เหมาะกับงานประจำแล้วล่ะ”

ก็เลยตัดสินใจกลับมาที่บ้านที่ อ.พาน
เป็นครั้งแรกที่ได้มาอยู่บ้านแบบจริงจัง
ปกติ บ้านที่เชียงราย คือ แค่ปิดเทอมแล้วมาอยู่แป๊บ ๆ
เราก็จะติดการอยู่ที่อื่นมาก ๆ เพราะรักอิสระมาก ๆ
แต่ที่กลับมาเพราะ อยากมาดูแลคุณยายที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ระยะท้าย ๆ
และกลับมาช่วยคุณแม่ดูแลที่บ้าน เพราะคุณแม่ยังต้องไปสอนอยู่

ณ จุดนั้น
เป็นจุดที่บีมอยู่ในสถานะ
เป็นสิวไม่หาย
ความมั่นใจและความเคารพตัวเองต่ำที่สุดในชีวิต
(ไม่คิดว่าจะต่ำได้ขนาดนั้นในชีวิต)
.
แต่หัวใจกตัญญูในตอนนั้นและพลังนี้มันทำให้เราอยู่ได้
บีมได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะและนั่งสมาธิมากขึ้นที่บ้าน
หลังจากที่ชีวิตวุ่นวายมานาน ก็ได้กลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
แต่ก็มีปัญหากับคุณแม่ตลอด เพราะคุณแม่อยากให้เรามีงานที่มั่นคง
อยากให้รับราชการ แต่เรารู้ว่า มันไม่ใช่เรา…

บีมก็เลยอธิษฐานจิต
ขอให้ตัวเองได้เจอกับหนทางที่จะ

– ได้อยู่บ้านดูแลคุณยาย
– ได้รายได้ที่แม้จะอยู่บ้านก็สามารถมีรายได้เข้ามาได้

จิตก็ให้คำตอบผุดมาว่า ต้องเป็น expert นะ
ที่คนจะเข้ามาหาแม้เธอจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
.
ซึ่งจากประสบการณ์ในแผนก Recruit ของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง
ทำให้บีมเรียนรู้ว่า “คนเก่ง ๆ มีฝีมือ จะมีคนซื้อตัว มีคนต้องการเสมอ ไม่ต้องกลัวอดตาย”
.
จากตรงนั้น บีมก็คิดว่า ด้วยเงื่อนไขและหน้าตักที่มี คือ แล็ปท็อปเก่า ๆ 1 เครื่อง + กล้องใส่ถ่าน FUJI 1 ตัว + อินเตอร์เน็ตแบบเติมเงิน loxinfo + ความสามารถและใจรักด้านการเขียน + เวลาช่วงที่คุณยายหลับ + สิวของเรา เราสามารถพัฒนาตัวเองสู่ความเป็น expert เรื่องสิวได้ ที่อยู่บ้านแล้วใคร ๆ ก็เข้ามาหา และเราก็น่าจะสามารถสร้างรายได้ได้จากตรงนี้
.
จากจุดนั้น บีมก็ได้เริ่มค้นหาแนวทางการรักษาสิวของตัวเองแบบจริงจัง โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นวิธีที่ไม่ใช้เงินเลย หรือใช้น้อยที่สุด (เพราะตอนนั้นบีมไม่มีรายได้อะไร) และต้องเป็นแนวธรรมชาติ ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ฮอร์โมน ไม่ใช้อะไรอย่างที่เคยใช้มาทั้งหมด
.
จากความ “หลังชนฝา” ในวันนั้น ก็ทำให้บีม…มีวันนี้ค่ะ
ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถอ่านได้จากบันทึกของบีมทั้งหมดได้ที่
http://bye-bye2acne.blogspot.com

หลังจากที่ได้ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ด้วยตัวเอง
และทำงานด้านสิวมากว่า 9 ปีแล้ว (เริ่มปี พ.ศ. 2552)
บีมมีการพัฒนาตัวเองภายในที่เป็นผลจากการศึกษาการรักษาสิวแนวธรรมชาติอย่างมาก
.
ส่งผลให้ นอกจากภาวะสิวเรื้อรังหนัก ๆ จะหายไปแล้ว
ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ต่าง ๆ ก็ลดลงไปเป็นลำดับ
ผลลัพธ์ที่บีมได้จากการดูแลแนวทางที่เผยแพร่สู่เพื่อน ๆ ในเพจนี้
มีดังนี้ค่ะ
.
– มีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ (จากการปฏิรูปจิตและการปรับพฤติกรรมให้เข้ากับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง)

– เป็นอิสระจากวงจรการเข้าคลินิกอย่างสิ้นเชิง (เพราะมีวิชาดูแลตัวเอง)

– กลิ่นตัวที่รุนแรงหายไป (จะมีบางช่วงที่มีเพราะเป็นช่วงดีท็อกซ์ระดับลึกค่ะ แต่ไม่นานก็จะหายไปในโปรแกรมดีท็อกซ์นั้นเอง) และผิวใต้วงแขนที่ดูดีขึ้น กล้าใส่แขนกุด

– มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าที่จะเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตมากมาย

– ไม่รู้สึกอิจฉาใคร เพราะเรามั่นใจในความสวยแบบฉบับของเรา

– รู้สึกรักตัวเอง และ แบ่งปันความรักให้ผู้อื่นได้มากขึ้น (เมื่อก่อนเป็นหลุมดำ เรียกร้องความรัก)

– ตื่นมามีความสุขกับผิวและสุขภาพที่ดีของตัวเอง (หน้าไม่มันเยิ้มพร้อมสิวและรูขุมขนกว้างเหมือนก่อน)

– ตื่นมาพร้อมพลังที่ดีทุกวัน (เมื่อก่อน นอนดึก ตื่นสาย งัวเงียตอนตื่น)

– มีความรู้ ประสบการณ์ เรื่องสิวระดับลึก สามารถนำมาช่วยผู้คนได้ และนำมาสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องทำงานประจำ

– มีความรู้ด้านสุขภาพ ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี มีพลัง และทำให้คนในครอบครัวได้ปฏิบัติตามและมีสุขภาพดีไปด้วย คุณแม่เลิกการใช้ยาโดยสิ้นเชิง เราได้ดูแลลูกให้แข็งแรงด้วยวิชาธรรมชาติบำบัดที่เรามี ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย ๆ

– มีสังคมที่ดีจากแฟนเพจและเพื่อน ๆ ที่มีความสนใจเหมือนกันทางออนไลน์ เป็นสังคมและชีวิตที่เราเลือกได้เอง ไม่ต้องทนอยู่กับอะไรที่ไม่ใช่ ไม่ชอบ เหมือนตอนทำงานประจำ

– เลือกที่จะมีชีวิตในแบบที่ต้องการได้มากกว่า 80% ซึ่งกำลังขยับสู่ความมีอิสระในชีวิตทุกด้านเพิ่มขึ้นทุกวัน

========================
สุดท้ายนี้…
บีมขออวยพรให้ทุกคน
ที่อ่านจนมาถึงบรรทัดนี้
ประสบความสำเร็จ
ในการแก้ปัญหาสิว
เพราะถ้าคุณแก้ปัญหาสิว
ด้วยวิธีการที่บีมนำเสนอได้ผ่าน
ชีวิตของคุณ จะผ่านได้อย่างราบรื่น
ทุกเรื่อง แน่นอนค่ะ…

ด้วยรัก
#บีมซีเคร็ต
Beyond Acne, is Health & Well-Being!
มากกว่าสิว คือ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี!

น้ำมันมะพร้าวกำจัดสิว

จากการทดลองของบีมพบว่า… น้ำมันมะพร้าวสามารถทำให้ผิวที่เป็นสิวเรื้อรังดีขึ้นได้จริง ด้วยสรรพคุณด้านการล็อคน้ำให้ผิว ฆ่าเชื้อโรคที่ผิวหลากหลายชนิด และละลายสิวอุดตัน หากใครสามารถเรียนรู้การใช้ และ อดทนจนผ่านพ้นช่วงปรับผิวไปได้ ก็จะพบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทุกคนค่ะ อัลบั้มนี้สรุปความรู้ที่บีมได้รับจากการทดลองมาให้ เข้าใจง่าย และ มีตอบคำถามที่ได้รับบ่อย ๆ จากแฟนเพจมาให้ด้วยนะคะ จะได้เข้าใจวิธีใช้อย่างถูกต้องค่ะ

coconutoil_acne_1

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นสามารถใช้ปรับปรุงคุณภาพผิวที่เป็นสิวเรื้อรังให้กลับมาแข็งแรงขึ้นได้ สิวลดลงได้จริง หากเรียนรุ้วิธีใช้ ฝึกฝนการใช้ให้ถูกต้องค่ะ

coconutoil_acne_2

บนใบหน้าของเรา จะมีส่ิงสกปรกที่ละลายในไขมันอยู่ทั้งบนผิวและมีไขมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน ซึ่งไม่สามารถถูกชำระล้างด้วยน้ำเปล่าได้ค่ะ

ปกติแล้ว เราจะต้องใช้ยาในการละลายอุดตัน แต่จริง ๆ แล้ว น้ำมันมะพร้าวนี่ล่ะค่ะ ตัวละลายการอุดตันช้ันดี เพราะ เมื่อมันซึมลงสู่ผิวชั้นผิวแล้ว มันจะทำให้ผิวอ่อนนุ่มขึ้น และจะไปทำให้น้ำมันที่แห้งเป็นก้อนในรูขุมขนเหลวขึ้น ทำให้ไขมันอุดตันและสิ่งสกปรกในรูขุมขนลอยขึ้นมาบนผิวได้ จึงทำให้สิวอุดตัน สิวเสี้ยนหลุดง่ายขึ้น และอาจทำให้รู้สึกว่าสิวเพิ่มขึ้นในช่วง 7-14 วันแรกที่ใช้ค่ะ เป็นผลจากการลอยตัวขึ้นมาของกลุ่มไขมันอุดตันนี้เองที่ดันออกมาหน้าผิว และพบว่าส่วนใหญ่จะหลุดง่าย และหลุดได้เองเมื่อล้างหน้าหรือสะกิดนิดหน่อย ก็หลุดได้แล้วค่ะ

เป็นตัวช่วยละลายสิวอุดตัน โดยไม่ทำร้ายผิวเหมือนตัวยาBenzoyl Peroxide เลยค่ะ อ่อนโยนต่อผิวมาก ๆ

coconutoil_acne_3

น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริค (Lauric acid) สูงมาก ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับกรดไขมันที่มีในนมแม่ เมื่อบริโภคเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นโมโนลอรินที่มีฤทธิ์ในการช่วยฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ยีสต์ โปรโตซัว เป็นต้น

โดยไม่ทำให้เกิดอาการดื้อยาของเชื้อโรค และสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่เกราะไขมันห่อหุ้มเซลล์ ซึ่งยาปฏิชีวนะทั่วไปไม่สามารถฆ่าได้

ข้อนี้บีมได้ทดลองและเห็นได้ด้วยตัวเอง คือ ทาน้ำมันมะพร้าวทิ้งไว้ 20 นาที หลังจากล้างหน้าสะอาดแล้ว ในบริเวณที่เป็นสิว (หรือทั่วหน้าก็ได้ค่ะ) แล้วเราล้างออกให้สะอาดอีกที ทาทุกวัน จะพบว่า สิวลดลลง หลุดง่าย หายอักเสบค่ะ

และกรณีลูกของบีมติดไวรัส เราเรียนรู้ว่า น้ำมันมะพร้าวฆ่าเชื้อไวรัสได้ด้วย ซึ่งหมอบอกว่าไม่มียาฆ่าได้ พอให้ลูกกินร่วมกับการรักษาตามปกติ พบว่า น้องหายเร็วกว่าการกินยาอย่างเดียวหลายเท่า แสดงว่ามันฆ่าเชื้อหลากหลายได้จริง แต่บีมให้เขากินร่วมกับตัวอาหารเสริมตัวหนึ่งและเกลือหิมาลัยด้วยค่ะ จึงส่งเสริมกันได้ดี

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://bit.ly/2ml0McG

coconutoil_acne_4

กรดไขมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อผิว และ การที่ผิวนุ่มยืดหยุ่น แสดงว่ามีไขมันเป็นส่วนประกอบของผิวนั่นเอง แต่การที่เราใช้ยารักษาสิวหลายชนิด การใช้ตัวล้างหน้าที่มี SLS, SLES และการทำอะไรที่รุนแรงมากมายต่อผิว การตากแดด โดนความร้อน ฯลฯ ส่งผลให้กำแพงผิวอ่อนแอลง ทำให้ขาดความชุ่มชื้นยืดหยุ่น
ซึ่งกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าว จะช่วยเข้าไปเสริมสร้างเกราะชั้นไขมันให้ผิว เก็บกักน้ำในผิวได้มากขึ้น ทำให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวสามารถอุ้มน้ำได้มากขึ้น และกำแพงผิวแข็งแรงขึ้น ลดความหยาบกร้าน และลดการอักเสบของผิวที่เป็นผลจากการโดนเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมโจมตีเมื่อผิวเกิดรูให้จู่โจมจนอ่อนแอเรื้อรัง

เมื่อผิวอิ่มน้ำ ผิวจะแข็งแรงขึ้น จะอักเสบน้อยลง ระคายเคืองน้อยลง

coconutoil_acne_5

น้ำมันมะพร้าวจะช่วยดึงเอาสิ่งสกปรกที่ละลายในน้ำมัน (SEBUM) และไขมันส่วนเกินที่อุดตันในรูขุมขนให้ออกไปพร้อมกัน แต่จะต้องมีวิธีการใช้และทำความสะอาดที่ถูกต้อง จึงจะไม่เกิดการอุดตัน และหน้ายังสะอาดมาก ๆ ด้วยค่ะ

วิธีการล้างที่แนะนำ ให้ทำตามคลิปที่บีมเคยสอนไว้ที่นี่นะคะ http://bit.ly/2uxD3cR มีคนใช้แล้วได้ผลจริงไปแล้วหลายรุ่นค่ะ

coconutoil_acne_6

จุดที่ต้องระวังมีแค่ 2 จุดคือ

1. แพ้น้ำมันมะพร้าวหรือไม่? เพราะถ้าแพ้ ก็จะมีอาการคันระคายเคือง เป็นผดผื่น ไม่สบายผิว ภายใน 3 ชม. หลังการใช้ได้ค่ะ ก็ต้องเลิกใช้ แล้วไปหาน้ำมันอย่างอื่นแทน แนะนำเป็นน้ำมันงาก็ได้ค่ะ

2. ระวังการล้างไม่สะอาด ซึ่งหากใช้ตัวล้างหน้าหรือวิธีที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวออกไม่หมด จะเกิดปัญหาอุดตันได้แน่นอน ยิ่งทำให้หน้าเหนียว เหนอะ หนัก (บีมเคยเทสต์ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าว แล้วเอาผงถั่วเขียวล้างหน้าค่ะ มันไม่ได้ สิวอุดตันขึ้นจริง พอปรับตัวล้างหน้า ให้ล้างได้สะอาดขึ้นเท่าน้ันล่ะค่ะ สิวอุดตันก็หายเลยภายในการล้าง 2-3 ครั้ง)

coconutoil_acne_7
แนะนำให้ใช้วิธีเทสต์แบบที่เขาใช้กันทั่วไปค่ะ คือ ทาน้ำมันมะพร้าวที่บริเวณหลังหู หรือ ข้อพับ ทิ้งไว้ 6-12 ชม. โดยไม่ต้องล้างออก ถ้าไม่มีอาการอะไร ก็แสดงว่าไม่แพ้ค่ะ
coconutoil_acne_8
จากประสบการณ์ของตัวเองและฟีดแบ็คจากคนที่ได้ทดลองใช้ พบว่า ช่วงที่จะมีสิวลอยออกมา หน้าดูหมอง ดร็อปลง จะอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 ค่ะ แต่ทุกคนจะรู้สึกว่า สิวอุดตันลดลง ผิวนิ่ม สิวอักเสบลดลง สิวหลุดง่าย ผิวอิ่มน้ำ ซึ่งผิวที่รู้สึกไม่ค่อยเรียบเนียน จะเรียบเนียนขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ไม่นานเกินรอค่ะ ก็ขอให้อดทน

ถ้าไม่แพ้ หรือ ไม่ได้รู้สึกว่ามันเหนอะจนทนไม่ไหวจริง ๆ ก็แนะนำให้ใช้ต่อไปนะคะ แล้วจะดีเอง ผิวจะแข็งแรงมีภูมิต้านทานต่อสิ่งแปลกปลอมและแสงแดดเพิ่มด้วยค่ะ

coconutoil_acne_9
จากการสังเกต บีมพบว่า ถ้าเป็นกลุ่มที่เป็นแฟนเพจของบีมหรือเป็นสิวเรื้อรัง จะมีขึ้นมาก่อนเสมอค่ะ แต่จะมากน้อยก็แตกต่างกันไปค่ะ อยู่ที่ว่ามีอะไรอยู่ในผิวมาก่อนมากน้อยแค่ไหน แต่โดยปกติแล้วก็ไม่ควรเกิน 30 วันค่ะ
coconutoil_acne_10
บีมขอยกวิธีการเลือกน้ำมันมะพร้าวมาจากเว็บนี้นะคะhttp://bit.ly/2ml0McG ซึ่งสรุปได้ดีมากแล้ว

การตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันมะพร้าว
1. น้ำมันมะพร้าวในเบื้องต้นให้ดูที่โรงงานการผลิต ฉลากบนขวดมีเครื่องหมาย อย. รับรองหรือไม่

2. น้ำมันมะพร้าวที่ดีควรมีอายุการใช้งานนานประมาณ 5 ปีแม้จะเปิดใช้แล้วก็ตาม (แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นหืน เหม็นเปรี้ยวแล้วไม่ควรรับประทาน)

3.น้ำมันจะต้องมีความใสและความโปร่งแสง กรณีนี้อาจจะดูไม่ชัดเจนถ้าบางยี่ห้อขวดมีสีไม่ใช่สีใส

4. น้ำมันมะพร้าวที่ดีต้องไม่มีกลิ่นหืนหรือกลิ่นเปรี้ยว แม้จะเปิดใช้แล้วก็ต้องไม่มีกลิ่น และต้องมีความหอมให้ความรู้สึกเหมือนเป็นน้ำมันสดใหม่

5. เนื้อของน้ำมันมะพร้าวเมื่อทาแล้วจะต้องให้ความรู้สึกเบาบาง มีความหนืดน้อย หรือเมื่อรับประทานจะรู้สึกเหมือนว่าละลายในปากและผ่านลำคอได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และเมื่อกลืนลงคอจะต้องไม่มีเลี่ยนและไม่มีกลิ่นรุนแรง

6. น้ำมันมะพร้าวเมื่อนำมาใช้ทาผิวควรจะซึมเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว และต้องไม่คราบน้ำมันไว้บนผิว

*** เข้าไปอ่านในเว็บนี้กันแล้ว บีมรู้นะคะว่าหลายคนมีคำถามว่า ดีขนาดนี้ จะกินเลยดีไหม อย่าพึ่งก่อนนะคะ ถ้ายังไม่ล้างลำไส้และปรับรางกายกันก่อนตามที่แนะนำในบล็อกนี้ก่อน เริ่มตั้งแต่หน้า Home จะมีสิวขับพิษขึ้นเยอะมาก ซึ่งคุณเองจะรับไม่ได้ค่ะ และจะกลัวแนวทางนี้ไปเลย ซึ่งมันเกิดจริงกับตัวบีมและหลายคนมาแล้วค่ะ เพราะ น้ำมันมะพร้าวเขาค่อนข้างให้พลังงานกับตับได้ดี ไปทำให้ระบบร่างกายกำจัดไขมันเลวได้ดีขึ้น ซึ่งถ้าเราไม่เคลียร์ทางกำจัดพิษไปก่อน ถ้าไขมันเลวถูกล้างออกมา มันหาทางออกไม่ได้ มันจะมาขึ้นที่ใบหน้า อก หลัง ค่ะ ดังนั้น ขอให้ใจเย็น ๆ อย่าพึ่งรีบกินค่ะ ***

ดูคลิปนี้ก่อนสอบถามบีมนะคะ และควรดูให้จบก่อนจะตัดสินใจใช้น้ำมันมะพร้าวบำบัดสิวด้วยค่ะ
คำตอบอยู่ในนี้หมดแล้วค่ะ (ทุกคนถามเหมือนกัน)
https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FHolisticAcademyTH%2Fvideos%2F2345457325494978%2F&show_text=1&width=560

 

Screen Shot 2561-07-29 at 06.38.34
คอมเม้นต์จากคลิป “ทำไมใช้น้ำมันมะพร้าวแล้วสิวขึ้น” https://youtu.be/EYNy_LB0lXE

 

37815569_1778965202194997_7672654608367353856_n37818307_1778964982195019_8728180458157768704_n37831869_1778965082195009_7096100844252168192_n37841110_1778965138861670_8949366360459182080_n37848439_1778965065528344_7754372202329276416_n

บอกเคล็ดลับกำจัด “สิวสามโซน” อย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง (แนวอายุรเวทและธรรมชาติบำบัด)

เคยได้ยินเรื่อง #สิวสามโซน ไหมคะ?

ปกติแล้ว คนจะเข้าใจว่า ผิวหน้าก็คือ แผ่นเดียวกัน เหมือนกันทั้งผิวหน้า แต่จริง ๆ แล้ว ผิวหน้า 3 ส่วนมีลักษณะต่างกันตามหลักของ Facial Mapping ของอายุรเวท และต้องการการดูแลที่ต่างกัน ใครเป็นสิวแนวไหน ลองมาดูวิธีแก้ไขแบบกระชับกันค่ะ

#สิวหน้าผาก
ผิวบริเวณนี้ อยู่ภายใต้อิทธิของ “วาตะ” หรือ ลม เป็นส่วนที่เป็นริ้วรอยได้ง่าย เพราะ มีความแห้งมากกว่าผิวหน้าโซนอื่น คนที่เป็นสิวบริเวณหน้าผาก จะเกิดการพักผ่อนน้อย เครียด นอนไม่หลับ มีลมในช่องท้อง ก๊าซพิษ จากของเสียสะสมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย การดูแลผิวจะต้องดีท็อกซ์ลำไส้ ผ่อนคลายความเครียด ทำโยคะหัวเราะ เน้นเรื่องการเสริมพลังย่อยอาหาร ขับลม เติมความชุ่มชื้นให้ร่างกายและเซลล์ผิว จะช่วยแก้ปัญหาสิวบริเวณนี้ได้ค่ะ

#สิวแนวแก้ม
ผิวบริเวณนี้ อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ปิตตะ” หรือ ไฟ เป็นส่วนที่มักจะเป็นฝ้า แดง ระคายเคือง แสบ อักเสบ ได้ง่าย คนที่เป็นสิวบริเวณนี้ มักจะเกิดจากการกินอาหารเผ็ดร้อน ฤทธิ์ร้อน มากเกินไป การโดนแสงแดดจัด เลือดเป็นกรด ออกซิเจนในเลือดน้อย ความดันสูง ขี้โมโห อาฆาต พยาบาท การดูแลผิวจะต้องเน้นเรื่องการล้างพิษในเลือด การล้างพิษตับ การทำให้ร่างกายเย็นลงด้วยสมุนไพรและอาหารฤทธิ์เย็น การอยู่ในที่ที่เป็นธรรมชาติสีเขียว ผ่อนคลาย โยคะ แผ่เมตตา

#สิวแนวกราม
ผิวบริเวณนี้ อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “คัพพะ” หรือ ดินผสมน้ำ เป็นส่วนที่มักจะย้อย หน่วง มีไขมันสะสม (เหนียง) เป็นสิวซีสต์ เม็ดใหญ่ มีหัวบ้าง ไม่มีบ้าง คนที่เป็นสิวบริเวณนี้ มักเกิดจากการไม่ออกกำลังกาย การกินของหวาน ของมัน ของผัด ของทอด มาก ๆ กินของที่มีรสเค็ม โซเดียมสูง อาหารผ่านกระบวนการ นมวัว และเกิดจากการแพ้อาหารบางชนิด หรือโรคลำไส้แปรปรวน ขาดจุลินทรีย์ที่ดี (โพรไบโอติคส์) มีอารมณ์ซึมเศร้า หดหู่ เก็บตัว เป็นเวลานาน ๆ การไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ปล่อยวางอดีตนานเกินไป ให้แก้ด้วยการออกกำลังกายสัปดาห์ละอย่างน้อย 3 หน ครั้งละ 30 นาที งดของกินที่มีรสดังกล่าว เติมโพรไบโอติคส์ให้ลำไส้ การงดหวาน จะทำให้ลดอาการหน้ามัน และ สิวฮอร์โมนได้เกือบ 100%

ความรู้ใหม่นี้ จะช่วยให้สิวคุณหายได้แบบง่ายกว่าที่เคยเป็นมาค่ะ บีมทดลองนำมาปรับใช้ได้เกือบ 2 ปีแล้ว เวิร์คจริง อะไรจริง!

โหลดภาพสรุป #สิวสามโซน และ #โดชารักษาสิว คลิก http://bit.ly/2KVAOai

คลิปแนะนำเรื่องอายุรเวทกับผิวแบบย่อ 3 นาที
คลิก http://bit.ly/2lY5mgz

ประเภทของสิวตามหลักอายุรเวท : ปิตตะ วาตะ คัพพะ โดย Kristen Ma http://bit.ly/2uhdsod

วิธีกำจัด “สิวปิตตะ” ให้อยู่หมัดด้วยวิชาอายุรเวท
http://bit.ly/2KXsMkr

รู้จัก “สิววาตะ” : รากสิวและวิธีแก้ปัญหาแบบไม่ใช้ยา
http://bit.ly/2ugBq3c

สาเหตุ + วิธีแก้ สิวแนวกราม
http://bit.ly/2KYs96J

ผิวหน้า 3 โซน มีบรรยาย

ตีแผ่ความจริง “ความเชื่อเรื่องสิว” (บนอินเตอร์เน็ต ไหนจริง ไหนเท็จ!)

บนอินเตอร์เน็ต มีบทความที่เขียนไว้เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องสิวอยู่มากมาย ซึ่งบีมได้อ่านแล้ว รู้สึกว่า อยากให้ข้อมูลตาม “สิ่งที่เป็นจริง” จากประสบการณ์และความรู้ที่บีมมี ที่ได้รับการพิสูจน์จากทั้งตัวเองและคนที่มีปัญหาสิวมากว่า 9 ปีแล้วว่า มันเป็นความรู้และความเชื่อ ที่ “ใช้แก้ปัญหาสิวได้จริง”

ขอยกประเด็นมาจาก 3 เว็บแรกที่ค้นหาเจอใน Google เมื่อค้นประเด็นเรื่องนี้นะคะ (วันนี้เอา 5 ข้อก่อน)

#1 เชื่อว่าฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเป็นสาเหตุของสิว

คำอธิบาย ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเป็น “อีกเหตุปัจจัยหนึ่ง” ของสิวค่ะ ซึ่งมันจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่มีผิวแข็งแรงเป็นปกติทั่วไป แต่มันจะมีปัญหาถ้าคนคนนั้น มีการผลิตไขมันจำนวนมากออกมาจากภายใน ไม่ว่าจะมาจากการเข้าสู่วัยรุ่น การกินของหวาน ของมัน ของทอด (ที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานาน ๆ หรือที่เรียกว่า Deep Fry และการใช้น้ำมันทรานส์ น้ำมันผ่านกรรมวิธี) สะสมเป็นระยะเวลานาน ๆ มีภาวะไขมันพอกตับ ไขมันสะสมในหลอดเลือด เป็นต้น

พอน้ำมันจำนวนมากเกินไป ไม่สามารถถูกระบายได้ตามช่องทางปกติ คือ น้ำดี มันจะขึ้นมาระบายทุกที่ที่มี “ต่อมไขมัน” ซึ่งถือว่าเป็นทางออกอีกช่องทางของสารกลุ่มน้ำมันของร่างกาย มีมากที่ ใบหน้า อก หลัง หลั่งมากองบนผิวหรืออุดตันในผิว (กรณีมีปัญหาผิวขาดน้ำเสริม) น้ำมันนี้ เป็นน้ำมันที่ “มากเกินไป” ทำให้รู้สึกเหนียวเยิ้ม ไม่ใช่ Sebum ในระดับปกติที่ผิวต้องการ พอมีฝุ่นละออง สิ่งสกปรก มาติดมันบนหน้า ก็อาจทำให้เกิดการอุดตัน เมื่ออุดตันก็จะทำให้เชื้อโรคเติบโตในรูขุมขนที่อุดตันได้ดี มีน้ำมันเป็นอาหาร อยู่กันเปรมมาก พอเม็ดเลือดขาวมาเจอ ก็สู้กัน ทำให้อักเสบ ทำลายเนื้อผิว กลายเป็นสิวกับหลุมสิวนั่นเองค่ะ

สรุป คือ เฉพาะตัวฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นสิว แต่จะทำให้คนที่มีปัญหาน้ำมันเยิ้มบนผิวจากการมีไขมันเลวในร่างกายมากไป เป็นสิวค่ะ

#2 เชื่อว่า “กินช็อคโกแลต” แล้วทำให้ “สิวขึ้น”

คำอธิบาย ไม่ใช่ช็อคโกแลตทุกชนิดที่ทำให้สิวขึ้น อยู่ที่ส่วนผสมของช็อคโกแลตที่กินค่ะ กลุ่มช็อคโกแลตบาร์ (แบบแท่ง) ที่ขายให้เด็ก ๆ หรือวางจำหน่ายทั่วไป ถ้าพลิกฉลากดู จะเห็นส่วนผสมที่ก่อให้เกิดปัญหาสิวและสุขภาพ เช่น น้ำตาล (บางแบรนด์ ใส่น้ำตาลเป็นส่วนผสมที่เยอะที่สุด หวานมากกกก ทำลายสุขภาพและผิว เด็ก ๆ และ พวกเราแบบสุด ๆ) ครีมเทียม และตัวที่ทำให้คนเป็นสิวส่วนใหญ่ ยิ่งสิวขึ้นเมื่อกิน คือ นมวัว (นมสด) แต่ถ้าเป็น Dark Chocolate แบบเพียวบีมทดลองแล้วค่ะ ไม่ทำให้สิวขึ้นนะคะ แต่ขมมาก คาดว่าหลายคนคงไม่ชอบ คือ กินได้ แต่ถ้าใครแพ้ก็สิวขึ้นค่ะ หรือ ไม่ถูกกับธาตุของตัวเองและมีผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวอยู่ ก็อาจมีสิวขึ้นได้ แต่ไม่ร้ายแรงเท่ากินส่วนผสม 3 ตัวนี้ คือ น้ำตาล ครีมเทียม (ไขมันทรานส์รูปแบบหนึ่ง) นมวัว ค่ะ

สรุป คือ ช็อคโกแลตที่เป็นช็อคเพียว ๆ ไม่เติมอะไรเลย ไม่ได้ทำให้สิวขึ้นค่ะ ยกเว้นจะแพ้หรือไม่ถูกกับธาตุของตัวเอง แต่ถ้ามีส่วนผสมของน้ำตาล ครีมเทียม และ นมวัว ล้วนทำให้เป็นสาเหตุของสิวค่ะ อันนี้อยากให้พิสูจน์ด้วยตัวเองเลยนะคะ จะได้รู้ ไม่ต้องไปถกเถียงกับใคร รู้ได้ด้วยตัวเอง เอาไว้เป็นทางรอดจากสิวให้ตัวเองค่ะ

#3 เชื่อว่าสิวเป็นแค่เรื่องบนใบหน้า

คำอธิบาย ทุกคนที่มีปัญหาสิวบนโลกใบนี้ (ทั้งไทย ทั้งต่างชาติ) ล้วนเข้าใจว่า สิวเกิดที่ผิวหน้า ก็จะดูแลแค่ผิวหน้า ซึ่งไม่ผิดค่ะ และในบางคนก็แก้แค่ที่ผิวหน้าจริง ๆ เช่น แค่ปรับวิธีล้างหน้า แค่ปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม แค่ปรับวิธีดูแลผิว หรือแม้แต่การพอกสมุนไพรสูตรโบราณ ใช้ยารักษาสิวทา ทำอยู่ไม่นาน ก็แก้ปัญหาได้แล้ว และไม่กลับมาเป็นอีก แสดงว่าปัญหาของเขา “อยู่แค่ผิวหน้าจริงๆ” แก้เท่านั้นก็พอแล้วค่ะ

แต่สำหรับคนอีกมากมาย แก้แค่นั้นไม่หาย ทำเองก็แล้ว หาคลินิกรักษาสิวก็แล้ว หายแป๊บเดียว ก็มาใหม่ (ตอนไม่ไปรักษา คือ กลับขึ้นมาใหม่ และอาจเป็นหนักกว่าเดิม) นี่เรียกว่า “สิววัยผู้ใหญ่” “สิวจากสุขภาพไม่ดี” แล้วนะคะ แม้จะเกิดในเด็กวัยรุ่นอายุไม่ถึง 20 ปี (ซึ่งมีสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของการเป็นเด็กเข้าสู่ผู้ใหญ่ผสมมาด้วย แต่ปกติ ควรจะเป็นสิวที่หายได้เอง ไม่ใช่เป็นอยู่อย่างเรื้อรังจนเลยวัย 18-20 ปี ซึ่งควรหายได้แล้ว) อาการ มันจะมาเป็นซีรี่ย์ คือ หน้ามัน หน้าหมองมาก ต่อให้ครีมแพง ครีมดี ก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นมากเท่าไหร่ ผิวแดง อักเสบง่าย กดสิวแล้วขึ้นใหม่ไม่หยุดที่เดิม รู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายหน้า พ่วงมากับปัญหาเครียด ท้องผูก ประจำเดือนไม่ปกติ เป็นซีสต์ เป็นถุงน้ำ ภาวะซึมเศร้า ฯลฯ

สรุป คือ สิวมีทั้งเหตุตื้น คือ แค่ผิวหน้าจริง ๆ กับ เหตุลึก คือ ต้องแก้ที่ข้างในจึงจะหาย เป็นเรื่องของสุขภาพ บางคนเป็นเรื่องของจิตที่ไม่ยอมปล่อยวางความโกรธและไม่ให้อภัย ก็ค่อย ๆ แก้กันไปค่ะ แก้จากนอกไปใน ค่อยๆ คลี่คลายไปทีละเปลาะ ใช้เวลาหน่อยแต่คุ้มค่า จะได้สะอาดทั้งในและนอกแบบหมดจด ผลลัพธ์คุ้มกับชีวิตแน่นอน สำคัญคือ อย่าไปเร่งมัน ยิ่งเร่งยิ่งเหนื่อย ปล่อยสบาย ๆ ดูแลตัวเองให้ถูกต้องก็พอ

#4 เชื่อว่าแสงแดดทำให้สิวดีขึ้น

คำอธิบาย จริง ๆ แล้วแสงแดดจำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์มาก เพราะ ที่เรารู้กันว่า แสงแดดให้ความอบอุ่น ปรับสมดุลไม่ให้ร่างกายเราสะสมความชื้นมากไปจนป่วย และช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้ แต่ปัจจุบันนี้ แสงแดดมีความรุนแรงกว่าอดีตมาก ๆ เพราะชั้นโอโซนของโลกเบาบางลงมาก คนที่เกิดในยุค 2526 อย่างบีม จะรู้ว่า แดดตอนเช้านั้นละมุน อบอุ่นมาก ๆ ไม่เกิน 8 โมงนี้คือ ต้องออกมารับแดด และเราไม่รู้สึกแสบผิวเลยค่ะ แต่ตอนนี้ แดดที่ให้ความรู้สึกที่ว่านี้ ได้แค่ตอนเช้ามาก ๆ เท่านั้น ไม่เกิน 7 โมง แต่หลังจากนั้น แสบผิวค่ะ ดวงอาทิตย์ไม่ได้ใจร้ายมากขึ้น แต่เพราะโอโซนของโลกบางลงต่างหากค่ะ (มนุษย์ทำกันเองนี่แหละ) จึงทำให้แสงแดดแผดเผาเราได้มากกว่าอดีต ซึ่งทำลายเซลล์ของเราได้มากเช่นกันค่ะ ในระดับ UVB คือ แค่แสบแดงผิว ในระดับ UVA คือ ทะลวงลึกถึงชั้นคอลลาเจน ทะลุลงไปเยอะมาก ๆ ทำให้เกิดริ้วรอย ผิวขาดน้ำ การอักเสบในผิวชั้นใน เพิ่มอนุมูลอิสระมากมายในผิว และทำให้เม็ดสีเมลานินมารวมตัวกันเยอะมาก

สรุป คือ แสงแดดที่ยังพอให้ความรู้สึกดี ๆ เป็นแดดตอนเช้ามาก ๆ ไม่เกิน 7 โมง หรือ เราสัมผัสแล้วไม่รู้สึกแสบร้อนในผิว แต่หลังจากนั้น เมื่อรู้สึกแล้ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะ อันตรายต่อผิวและสุขภาพมาก ๆ โชคดีที่คนไทยผิวแข็งแรงกว่าฝรั่ง ไม่มีคนเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมากนักค่ะ ควรภูมิใจนะคะ จริง ๆ พวกเราทนต่อแดดมากกว่าพวกเขามาก ๆ คนไทยหลายคนไม่ทากันแดด มะเร็งก็ไม่มา…สุดยอดจริง ๆ คนไทยเรา แต่นาน ๆ ไปก็คงไม่ดีค่ะ ดังนั้น เลี่ยงหรือหลบกันดีกว่าช่วงแดดร้อนแรงระหว่างวัน เพราะมันทำให้สิว รอยสิว แย่ลงด้วย นอกจากครีมกันแดด ก็ควรมีหมวก ร่ม อะไรให้พร้อมนะคะ นั่งในอาคาร ก็ระวังรังสีสะท้อนจากพื้นนอกอาคารเข้ามาด้วยค่ะ ถ้ารู้สึกร้อน ๆ คือ ได้รับรังสีหมด ก็ต้องหาทางหลบเลี่ยงเช่นกัน

#5 เชื่อว่าการรักษาสิวด้วยยาแรงนั้นยิ่งได้ผลดี

คำอธิบาย อันนี้ไม่จริงอย่างแรง อย่าไปเชื่อ และกรุณาอย่าใช้เด็ดขาดค่ะ สิวอาจจะหาย แต่ผิวจะเสียหายอย่างรุนแรง เดี๋ยวนี้เขามีทางเลือกให้รักษาสิวพร้อมรักษาผิวไปพร้อม ๆ กัน คือ สิวก็ลด เชื้อสิวก็ลด และผิวก็อิ่มน้ำ สุขภาพดีขึ้นได้ ควรเลือกทางนี้ดีกว่านะคะ

ยาแรง ๆ ถ้าเป็นครีมยารักษาสิวที่มีความเข้มข้นสูง ๆ ก็อาจจะทำให้สิวแห้งลง (คุณก็จะดีใจว่าชนะแล้ว) แต่เมื่อใช้ไปเรื่อย ๆ ผิวจะเริ่มกร้าน ดูแก่กว่าวัย ขาดน้ำ มีริ้วรอย และยิ่งผิวแพ้ง่ายค่ะ เพราะยาเหล่านี้ ไปทำลายความแข็งแรงของผิว สิวอาจจะหาย แต่จะได้ผิวแย่ ๆ ที่ขาดน้ำ หน้าแก่ รูขุมขนกว้างมาแทน แม้จะอายุไม่ถึง 20 หน้าจะดูแก่กว่าเพื่อนวัยเดียวกันไปมาก ถ้าอยู่ในวัยทำงาน คือ จะแต่งหน้าไม่ติด แป้งกองเยิ้ม อุดตามรูขุมขน คือ มันจะไม่มีอะไรดีเลยนะคะ ดังนั้น…อย่า

ถ้าเป็นยากินทุกรูปแบบ ล้วนทำลายตับและไตได้ทั้งสิ้นค่ะ พอหยุดกิน มันยิ่งเป็นหนัก เพราะ สิวจากสุขภาพเสื่อมโทรม เกิดจาก ตับและไตเสื่อม ตอนกินยาแค่กดอาการ หลังจากนั้นถ้าหยุดกิน ตับและไตที่อ่อนแอลง จะเสื่อมพละกำลังในการจัดการของเสียในร่างกาย (ที่เราอัดเข้าไปเองด้วยและจากการหายใจปกติของเซลล์ด้วย) เมื่อของเสียสะสมมาก ๆ ก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ง่วงระหว่างวัน หมดพลัง ไม่อยากเปลี่ยนชีวิต และเป็นสิวเรื้อรัง คือ มันแย่ไปหมดทุกด้าน ดังนั้น อย่าก่อไฟแต่ต้นลม จะได้ไม่บานปลายค่ะ

สรุป ยาแรงไม่ดี ไม่ควรรับ แม้แต่นิดเดียว!

วันนี้ขอส่งต่อข้อมูลที่ “ใช้แก้ปัญหาสิวได้จริง” จาก “ประสบการณ์ตรง” ของบีม ที่ส่วนตัวมีประสบการณ์เรื่องสิว 23 ปี และมีประสบการณ์ใช้ธรรมชาติบำบัดรักษาสิว และ เป็นเจ้าของแบรนด์ Skincare ที่ต้องศึกษาเรื่องสูตรครีมเพื่อดูแลแฟนเพจโดยเฉพาะ ได้รับรู้ปัญหาและแลกเปลี่ยนกับผู้มีปัญหาสิวมากมายมากว่า 9 ปีติดต่อกัน (ไม่ได้นับจำนวนเคสนะคะ และไม่ต้องการเคลมเป็นตัวเลข เพราะไม่รู้ว่าเท่าไหร่จริง ๆ รู้แต่ว่าได้รับข้อมูลตรงจากคนเป็นสิวกลุ่มเรื้อรังมาเยอะมากๆ ค่ะ จนเข้าใจมันดี และคนเอาคำแนะนำและความรู้ที่ได้รับจากบีมไปใช้ มันก็แก้ได้จริง ๆ ด้วย

ทุกคนแก้ได้ค่ะ ตัวเองทำได้เลย ไม่ต้องอาศัยทฤษฎีอะไรค่ะ แค่สังเกตตัวเองให้มากพอ และเลือกเฉพาะสิ่งที่เวิร์คและเหมาะกับเรา เดี๋ยวก็จะเจอหนทางการดูแลตัวเองที่ทำให้กายและใจของเรามีความสุข และสิวเกลียดความสุขค่ะ สิวจะไม่กล้าเข้าใกล้คนมีความสุขจากภายในค่ะ แต่ใครที่ชอบสะสมพลังลบ ๆ สิวชอบบบบค่ะ คุณก็เลือกเอาว่าจะเป็นคนแบบไหนนะคะ …

คุณเลือกได้เสมอ ขอให้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองค่ะ

ด้วยรัก (และช่วยส่งต่อบทความนี้ไปเยอะ ๆ นะคะ คนจะได้เข้าใจเรื่องสิวถูกเสียที)

#บีมซีเคร็ต

7/7/2018

บทความทุกบทความ บีมเขียนขึ้นใหม่ด้วยสมองและสองมือของบีมเอง ขอสงวนลิขสิทธิ์ทุกงานเขียน อนุญาติให้นำไปใช้เชิงการศึกษาโดยไม่ต้องขออนุญาต แต่รบกวนช่วยอ้างอิงมายังบล็อกนี้ด้วยนะคะ แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรค่ะ มิเช่นนั้น จะถือว่ามีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ที่ถ้าหากถูกพบ จะขอดำเนินการตามกฎหมายค่ะ

 

บันทึกพลังงานบำบัดกับครูเก๋ ครั้งที่ 1

เมื่อวานนี้ (19 มิถุนายน 2561) เป็นครั้งแรกที่บีมได้ไปเข้ารับการบำบัดด้วยพลังงานบำบัดดนตรีบำบัดจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง ซึ่งครูเก๋มีความรู้จริง และเป็นผลลัพธ์จริง จากการใช้ศาสตร์โยคะหัวเราะ ดนตรีบำบัด พลังงานบำบัด ในการบำบัดรักษาร่างกายและจิตวิญญาณที่พังเจียนตายของตัวเองฟื้นคืนกลับมามีชีวิตที่มีพลัง และ ช่วยเหลือผู้คนด้วยสิ่งที่ครูเก๋ค้นพบและเป็นวิชาเฉพาะตัวได้อีกมากมายในเวลาต่อมา

บีมไปที่บ้านคีตาของครูเก๋ ที่เป็นทั้งบ้านและเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งในเชียงราย ส่วนที่บีมทำการบำบัดก็เป็นห้องในบ้านนั้นที่กั้นไว้อย่างดี เราอยู่ในนั้น รู้สึกได้ถึงความสงบ ปลอดโปร่ง ปลอดภัย

บีมไปถึงประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ ก็ได้นั่งคุยถึงปัญหาที่บีมติดขัดอยู่ว่ามีอะไร บีมอยากแก้ตรงไหนบ้าง บีมก็เล่าของบีมไป พอครูเก๋รู้จุดแล้วว่า โอเค เรามีปัญหาจุดนี้ ก็อธิบายถึงกระบวนการของสิ่งที่เราติด ร่างกายที่มีจุดเสียหาย มันส่งผลให้เราเป็นแบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งสำหรับบีม บีมรู้สึกว่า เฮ้ย มันน่าสนใจนะ คือ เราพอจะมีพื้นความรู้ด้านธรรมชาติบำบัด ข้อมูลที่ครูเก๋สอนเมื่อวาน ก็เลยพอจะเชื่อมโยงกันได้ แต่มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับบีมมาก ๆ เป็นอะไรที่น่าสนใจ

สิ่งที่บีมได้เรียนรู้เพิ่มเติมเมื่อวานนี้จากครูเก๋ คือ

  • คนเราจะมีต่อมสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ต่อมใต้สมอง ต่อมพิทูอิทารี่ ต่อมหมวกไต ซึ่งต่อมเหล่านี้จะควบคุมการทำงานของระบบร่างกายอยู่หลายส่วน (ระบบอัตโนมัติที่ไม่ผ่านสมองหรือการคิด) เมื่อเวลาที่เราต้องเผชิญกับความเครียด ปัญหา ความกดดัน ต่อมเหล่านี้จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อรับมือกับความเครียดที่กำลังเผชิญ ทำให้คนสามารถยกของหนักตอนไฟไหม้ได้ (ทำอะไรที่ปกติจะทำไม่ได้) ทำให้ระบบการทำงานต่างๆ ของอวัยวะหยุดลง ช้าลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา
  • ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตั้งแต่มนุษย์คลอดออกมา มนุษย์ก็เกิดความเครียดทันทีที่ออกจากท้องแม่ ต่อมก็หยุดทำงานเช่นกัน แต่…สิ่งที่ธรรมชาติให้มาเพื่อคลายการ “หยุด” ตรงนี้ก็คือ การร้องไห้และการดีดดิ้นของทารก และเมื่อทารกยังคงร้องไห้และดีดดิ้นเมื่อเผชิญความเครียดหรือปัญหา (ผ้าอ้อมเต็ม เปียกชื้น หิว ไม่พอใจ ฯลฯ) ความเครียดนั้นจะถูกระบายออกไปในทันที จะไม่มีเก็บสะสมเอาไว้
  • เมื่อมนุษย์เริ่มเดินสองขา จึงหยุดการดีดดิ้น ทำให้หลังจากนั้น ความเครียดไม่ถูกระบายปลดปล่อยออก ร่างกายจึง “จำ” ว่า เหตุการณ์ที่ทำให้เครียดนั้น “ยังคงอยู่” เมื่อเก็บสะสมนานวันเข้า พลังความเครียดนี้ก็จะถูกนำไปเก็บไว้ในอวัยวะต่างๆ เป็นอาการติดขัด เป็นพลังงานที่บล็อกการหมุนเวียนของเลือด ลม ชี่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เรายังคงจดจำภาพและความรู้สึกของเหตุการณ์เดิม ๆ นั้นไว้ ไม่จางหายไปไหน เป็นจุดอ่อนของร่างกายที่ส่งผลต่อจิตและทำให้เกิดปัญหาสุขภาพบางอย่างชนิดเรื้อรัง หากไม่ระบายออกไปก็จะยิ่งทำให้ภาวะของโรคนั้นรุนแรงขึ้น

จริง ๆ บีมเคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาบ้าง แต่ครั้งนี้ คำอธิบายของครูเก๋เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นขั้นตอน จึงทำให้บีมเข้าใจได้เร็ว (คือบีมมีส่วนผสมขององค์ความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และปรัชญาตะวันออก และ “ผลึก” จากการฝึกปฏิบัติและเฝ้าสังเกตตัวเองมานาน จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่ครูเก๋อธิบายได้เร็ว) แต่ในเรื่องของประสบการณ์และผลลัพธ์ที่ได้รับ เป็นสิ่งที่บีมต้องเดินทางในการศึกษาและฝึกฝนต่อไปจากครูเก๋จนกว่าผลึกต่าง ๆ มันจะชัดเจนและเผยแสดงด้วยตัวของมันเอง

เอาล่ะค่ะ…ก่อนที่บีมจะได้รับการบำบัด ก็มีพี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งครูเก๋บอกบีมก่อนแล้วว่า พี่ท่านนี้ มีปัญหาเหมือนบีม จึงแนะนำให้มาวันเดียวกัน พอพี่เขามาถึง ก็ได้คุยกันถึงเรื่องราวของเขา และครูเก๋อธิบายกระบวนการและสิ่งที่จะทำอีกครั้งอย่างรวบรัด

แล้วเราก็เริ่มเลย…

เอาเป็นว่า บีมจะเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนของมันและประสบการณ์ส่วนตัวที่บีมสัมผัสได้ก็แล้วกันค่ะ

  • ช่วงต้นจะเป็นการผ่อนคลายอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดพลังงานที่เป็นเป้าหมาย (จุดที่มีปัญหามากที่สุดของเรา)
  • ช่วงนอน จะมีท่าเฉพาะในการบำบัด ซึ่งเราต้องทำตามที่ครูเก๋แนะนำค่ะ ครูเก๋จะอธิบายก่อน แล้วตอนทำก็ใช้เสียงบอกนำอีกที (คือไม่ต้องกลัวทำผิด)
  • ในระหว่างการทำ ครูเก๋ให้เราแค่ตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ไม่ต้องคิด ปล่อยทิ้งทุกอย่าง แค่ตามดู
  • สิ่งที่เกิดขึ้นกับบีมคือ บีมรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นที่หนักเบาไม่เท่ากัน บางครั้งก็รู้สึกบีบคั้นจนน้ำตาไหล แต่มันก็จะหายไปเอง บีมเห็นความเกิดดับ คล้าย ๆ กับรูปแบบของคลื่นที่มันมีขึ้นลงค่ะ แต่มันมาแบบต่อเนื่อง หนักบ้าง เบาบ้าง แต่ละคนคงจะสัมผัสประสบการณ์แตกต่างกันค่ะ แต่ของบีมเป็นแบบนี้
  • ระหว่างนั้น ครูเก๋ ก็ได้เข้ามาสัมผัสเท้า คอ บ่า หัว และใช้คลื่นเสียงของคริสตัลโบลว์ทิเบต กระดิ่ง คือรู้ว่าครูเก๋วางอะไรไว้บ้าง แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นใช้อะไร และไม่ได้สนใจ บีมปล่อยวางความคิด ปล่อยว่าง ๆ และตามดูเท่านั้น
  • มันจะมีบางช่วงที่คลื่นเสียงต่าง ๆ แผ่ซ่านปกคลุม เหมือนเราอยู่ในสภาวะไร้ร่าง เบา สบาย และมีจุดพีค ๆ ของบีมจุดหนึ่งคือ บีมรู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนในน้ำในโมเลกุลของร่างกายที่สูงสุดและนานสุด คือ เป็นประสบการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน แต่ก็แค่ตามดู และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีจริง ๆ ค่ะ มันเบา ๆ สบาย ๆ มันไม่ต้องทำสมาธิหรือคิดอะไรเลย มันแค่อยู่เฉย ๆ เลย คลื่นมันจะส่งผลต่อเราเอง
  • ประสบการณ์นี้ จะแตกต่างมากกับการที่เคยศึกษา ทดลอง และเข้าคอร์สเกี่ยวกับ “จิต” ที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นประสบการณ์ส่วนตัว ใครสนใจคงต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองค่ะ คือ ไม่ใช่ให้มาลองของ เพราะมาแบบนั้นจะไม่ได้อะไรค่ะ บีมเองมาด้วยความศรัทธาในตัวครูเก๋ ว่าครูเก๋จะช่วยบีมได้ในจุดที่บีมช่วยตัวเองไม่ได้แล้วจริง ๆ ค่ะ ดังนั้น ตรงนี้ต้องทำให้ถูก คือ มาจากศรัทธาก่อน คือ เชื่อมั่นในตัวผู้บำบัด เชื่อมั่นในวิถีของเขา จึงค่อยมาค่ะ
  • จากประสบการณ์เมื่อวานนี้ ทำให้บีมได้เข้าใจปัญหาที่บีมติดมาตลอดชีวิตมากขึ้นค่ะ มันทำให้บีมปล่อยวางปัญหา และรู้สึกเบาลงจริงๆ ให้อภัยในความผิดพลาดที่ไม่เคยให้อภัยได้เยอะมาก ๆ รู้สึกตัวเองได้รับความรัก มันไม่ใช่ระดับของการคิด ไม่ใช่ระดับจิต (mind) แต่เป็นธรรมชาติของเราเอง ที่เรารับรู้ได้ว่า เราได้รับความรักจริง ๆ ซึ่งพอเรารับรู้ตรงนี้ได้ หัวใจมันจะแผ่ออก มันไม่ขอรับเข้ามาอีก เหมือนมันเต็มแล้ว โอเคแล้ว พร้อมให้มากขึ้นแล้ว อะไรประมาณนี้
  • หลังจากที่จบแล้ว … บีมรู้สึกเบาสบายตัวขึ้นมาก ๆ ไม่ใช่เพราะ มโน แต่เพราะมันรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ บีมรู้สึกว่า ปัญหาที่บีมติดมานานมันได้รับการปลดปล่อยออกไปประมาณหนึ่ง แต่บีมเข้าใจดีค่ะว่า ไม่ใช่มาครั้งเดียว มันจะจบ มันสะสมมานาน มันต้องใช้เวลาและมาทำอีกหลายครั้ง และสำหรับตัวบีม ปัญหาที่บีมมี ครูเก๋บอกว่า ทำเท่านี้ มันยังช่วยปลดล็อคไม่ได้ทั้งหมด บีมจะต้องฝึนฝนตัวเอง ให้โอกาสตัวเองได้เปิดใจมองเห็น “ความทุกข์” ของผู้คนค่ะ ซึ่งครูเก๋เคยมีปัญหาเดียวกันนี้ ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีนี้ล่ะค่ะ คือ Heal Others = Heal Yourself (ฟังดู abstract หน่อยนะคะ ไม่เข้าใจ ไม่เป็นอะไรค่ะ แต่บางคนจะเข้าใจ ก็เขียนเอาไว้ให้ไปตกผลึกกันเอง)
  • นอกจากนี้ พี่ที่มารับการบำบัดด้วยกันเมื่อวาน ก็มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกันกับบีมจริง ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งการได้รับฟังความทุกข์ของเขา มันจะช่วยสลายพลังความทุกข์ของเราไปด้วยในขณะเดียวกัน มันเหมือนเจอเพื่อนร่วมชะตากรรมอะไรแบบนั้น คือ จุดปัญหาของชีวิตอาจจะคนละประเด็น แต่โดยรวมแล้วประมาณ 90% มีอะไรที่เหมือนกันมากจริง ๆ ค่ะ มันก็เป็นอะไรที่แปลก ที่ครูเก๋ พี่ท่านนี้ และบีม ได้ผ่านพบมีประสบการณ์ชีวิตที่คล้าย ๆ กัน แม้จะคนละเส้นทาง แต่จุดเชื่อมโยงกันเยอะมาก ๆ ค่ะ

บีมยังคงรู้สึกผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องนะคะ มันเบา ๆ จากข้างใน เมื่อวาน Live ในกลุ่มปิดช่วง 6 โมงเย็น บีมยังบอกลูกค้าว่า บีมรู้สึกผ่อนคลาย น้ำเสียงเลยอาจจะซอฟท์ ๆ เบา ๆ หน่อยค่ะ คือ ทุกอย่างมันผ่อนคลาย เราไม่กดดัน ไม่เร่งรัดตัวเองเหมือนก่อนไป (เป็นแบบไม่รู้ตัว)

และที่เห็นชัดเลย คือ บีมง่วงนอนแบบ ง่วงมาก ๆ ประมาณ 3 ทุ่ม คือ ปกติ บีมก็จะง่วงและอยากพักเวลาประมาณนี้อยู่แล้ว แต่ความรู้สึกวันนี้มันต่างกันค่ะ มันคล้าย ๆ กับอารมณ์วันที่ไปนวดคลายเส้น แล้วเราจะอยากนอนแบบ “เส้นคลาย” ไม่ใช่เพราะ เหนื่อยจนพลังหมด (แต่เส้นตึงอยู่) คือ ก่อนหน้าจะไปนี้ แม้บีมจะได้ออกกำลังกายไปบ้าง ที่มันช่วยระบายพลังงานลบ ๆ ออกไปบ้าง แต่มันก็ยังรู้สึก กดดันตัวเองอยู่ลึก ๆ อยู่ตอนก่อนนอน มัน tense น่ะค่ะ บีมรู้ตัวเองดี มันตึง มันเครียด ไม่เกี่ยวกับงานและความสัมพันธ์นะคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่มีภารกิจบางอย่างที่จำเป็นต้องทำในเวลาที่จำกัดมาก จึงทำให้เกิดภาวะแบบนี้กับตัวเองค่ะ

และอีกสิ่งหนึ่งที่บีมสังเกตเห็นก็คือ บีมรู้สึกว่า ตื่นมาแล้วผิวบีมดีขึ้น ทั้งที่บีมก็ไม่ได้กินอาหารเสริมอะไรเป็นพิเศษค่ะ เมื่อวานนี้ ก็กินอาหารดี ๆ เป็นปกติแบบทุกวัน และกินยาระดมพลก่อนนอน (ทดลองให้แฟนเพจ) แต่มีเพิ่มคือ ชามะระออร์แกนิค ที่ส่วนตัวเคยปั่นสดกินนานมาแล้ว และไม่ได้กินอีกเพราะมันขมมาก แต่พบว่ามันช่วยให้สิวยุบได้ดีนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิวอักเสบ และสิวแนวกรามคาง) พอมีชาทำออกมา ก็เลยลองซื้อมากินค่ะ ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผิวดีขึ้น สิวขับพิษจากระดมพลหายเร็วค่ะ

แต่ครูเก๋บอกว่า ร่างกายของเรา ซ่อมตัวเองได้ทั้งหมดค่ะ … พลังที่แท้จริงของมนุษย์ สามารถซ่อมแซมตัวเองได้หมดทุกส่วน ถ้าเข้าถึง เข้าใจ นำไปใช้ได้ถูกต้อง มนุษย์ก็จะมีสุขภาพที่ดีอย่างสมบูรณ์ได้เลยค่ะ มนุษย์ทุกคนมีพลังนี้ค่ะ แต่น้อยคนจะเข้าถึง แต่การมาตรงนี้ ก็ทำให้บีมได้เริ่มสัมผัสถึงอะไรที่ครูเก๋บอกเล่าค่ะ แม้มันจะพึ่งเริ่มต้น และเรื่องสิวและผิว อาจจะต้องรอดูต่อไป แต่บีมก็สนใจวิถีการบำบัดของครูเก๋มาก ๆ ค่ะ ตั้งใจว่าจะเรียนรู้ ฝึกฝน และปฏิบัติไป เพราะ เชื่อมั่นว่า ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ บีมจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการช่วยผู้คนที่มีปัญหาสิวชนิดเรื้อรังได้ต่อไปค่ะ

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีและมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยมนะคะ

#บีมซีเคร็ต