สิ่งใหม่ที่ได้เรียนรู้จากการเข้ารับบำบัดด้วย “พลังงานบำบัด ดนตรีบำบัด” จากครูเก๋

เมื่อวานนี้ (19 มิถุนายน 2561) เป็นครั้งแรกที่บีมได้ไปเข้ารับการบำบัดด้วยพลังงานบำบัดดนตรีบำบัดจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง ซึ่งครูเก๋มีความรู้จริง และเป็นผลลัพธ์จริง จากการใช้ศาสตร์โยคะหัวเราะ ดนตรีบำบัด พลังงานบำบัด ในการบำบัดรักษาร่างกายและจิตวิญญาณที่พังเจียนตายของตัวเองฟื้นคืนกลับมามีชีวิตที่มีพลัง และ ช่วยเหลือผู้คนด้วยสิ่งที่ครูเก๋ค้นพบและเป็นวิชาเฉพาะตัวได้อีกมากมายในเวลาต่อมา

บีมไปที่บ้านคีตาของครูเก๋ ที่เป็นทั้งบ้านและเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งในเชียงราย ส่วนที่บีมทำการบำบัดก็เป็นห้องในบ้านนั้นที่กั้นไว้อย่างดี เราอยู่ในนั้น รู้สึกได้ถึงความสงบ ปลอดโปร่ง ปลอดภัย

บีมไปถึงประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ ก็ได้นั่งคุยถึงปัญหาที่บีมติดขัดอยู่ว่ามีอะไร บีมอยากแก้ตรงไหนบ้าง บีมก็เล่าของบีมไป พอครูเก๋รู้จุดแล้วว่า โอเค เรามีปัญหาจุดนี้ ก็อธิบายถึงกระบวนการของสิ่งที่เราติด ร่างกายที่มีจุดเสียหาย มันส่งผลให้เราเป็นแบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งสำหรับบีม บีมรู้สึกว่า เฮ้ย มันน่าสนใจนะ คือ เราพอจะมีพื้นความรู้ด้านธรรมชาติบำบัด ข้อมูลที่ครูเก๋สอนเมื่อวาน ก็เลยพอจะเชื่อมโยงกันได้ แต่มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับบีมมาก ๆ เป็นอะไรที่น่าสนใจ

สิ่งที่บีมได้เรียนรู้เพิ่มเติมเมื่อวานนี้จากครูเก๋ คือ

  • คนเราจะมีต่อมสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ต่อมใต้สมอง ต่อมพิทูอิทารี่ ต่อมหมวกไต ซึ่งต่อมเหล่านี้จะควบคุมการทำงานของระบบร่างกายอยู่หลายส่วน (ระบบอัตโนมัติที่ไม่ผ่านสมองหรือการคิด) เมื่อเวลาที่เราต้องเผชิญกับความเครียด ปัญหา ความกดดัน ต่อมเหล่านี้จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อรับมือกับความเครียดที่กำลังเผชิญ ทำให้คนสามารถยกของหนักตอนไฟไหม้ได้ (ทำอะไรที่ปกติจะทำไม่ได้) ทำให้ระบบการทำงานต่างๆ ของอวัยวะหยุดลง ช้าลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา
  • ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตั้งแต่มนุษย์คลอดออกมา มนุษย์ก็เกิดความเครียดทันทีที่ออกจากท้องแม่ ต่อมก็หยุดทำงานเช่นกัน แต่…สิ่งที่ธรรมชาติให้มาเพื่อคลายการ “หยุด” ตรงนี้ก็คือ การร้องไห้และการดีดดิ้นของทารก และเมื่อทารกยังคงร้องไห้และดีดดิ้นเมื่อเผชิญความเครียดหรือปัญหา (ผ้าอ้อมเต็ม เปียกชื้น หิว ไม่พอใจ ฯลฯ) ความเครียดนั้นจะถูกระบายออกไปในทันที จะไม่มีเก็บสะสมเอาไว้
  • เมื่อมนุษย์เริ่มเดินสองขา จึงหยุดการดีดดิ้น ทำให้หลังจากนั้น ความเครียดไม่ถูกระบายปลดปล่อยออก ร่างกายจึง “จำ” ว่า เหตุการณ์ที่ทำให้เครียดนั้น “ยังคงอยู่” เมื่อเก็บสะสมนานวันเข้า พลังความเครียดนี้ก็จะถูกนำไปเก็บไว้ในอวัยวะต่างๆ เป็นอาการติดขัด เป็นพลังงานที่บล็อกการหมุนเวียนของเลือด ลม ชี่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เรายังคงจดจำภาพและความรู้สึกของเหตุการณ์เดิม ๆ นั้นไว้ ไม่จางหายไปไหน เป็นจุดอ่อนของร่างกายที่ส่งผลต่อจิตและทำให้เกิดปัญหาสุขภาพบางอย่างชนิดเรื้อรัง หากไม่ระบายออกไปก็จะยิ่งทำให้ภาวะของโรคนั้นรุนแรงขึ้น

จริง ๆ บีมเคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาบ้าง แต่ครั้งนี้ คำอธิบายของครูเก๋เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นขั้นตอน จึงทำให้บีมเข้าใจได้เร็ว (คือบีมมีส่วนผสมขององค์ความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และปรัชญาตะวันออก และ “ผลึก” จากการฝึกปฏิบัติและเฝ้าสังเกตตัวเองมานาน จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่ครูเก๋อธิบายได้เร็ว) แต่ในเรื่องของประสบการณ์และผลลัพธ์ที่ได้รับ เป็นสิ่งที่บีมต้องเดินทางในการศึกษาและฝึกฝนต่อไปจากครูเก๋จนกว่าผลึกต่าง ๆ มันจะชัดเจนและเผยแสดงด้วยตัวของมันเอง

เอาล่ะค่ะ…ก่อนที่บีมจะได้รับการบำบัด ก็มีพี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งครูเก๋บอกบีมก่อนแล้วว่า พี่ท่านนี้ มีปัญหาเหมือนบีม จึงแนะนำให้มาวันเดียวกัน พอพี่เขามาถึง ก็ได้คุยกันถึงเรื่องราวของเขา และครูเก๋อธิบายกระบวนการและสิ่งที่จะทำอีกครั้งอย่างรวบรัด

แล้วเราก็เริ่มเลย…

เอาเป็นว่า บีมจะเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนของมันและประสบการณ์ส่วนตัวที่บีมสัมผัสได้ก็แล้วกันค่ะ

  • ช่วงต้นจะเป็นการผ่อนคลายอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดพลังงานที่เป็นเป้าหมาย (จุดที่มีปัญหามากที่สุดของเรา)
  • ช่วงนอน จะมีท่าเฉพาะในการบำบัด ซึ่งเราต้องทำตามที่ครูเก๋แนะนำค่ะ ครูเก๋จะอธิบายก่อน แล้วตอนทำก็ใช้เสียงบอกนำอีกที (คือไม่ต้องกลัวทำผิด)
  • ในระหว่างการทำ ครูเก๋ให้เราแค่ตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ไม่ต้องคิด ปล่อยทิ้งทุกอย่าง แค่ตามดู
  • สิ่งที่เกิดขึ้นกับบีมคือ บีมรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นที่หนักเบาไม่เท่ากัน บางครั้งก็รู้สึกบีบคั้นจนน้ำตาไหล แต่มันก็จะหายไปเอง บีมเห็นความเกิดดับ คล้าย ๆ กับรูปแบบของคลื่นที่มันมีขึ้นลงค่ะ แต่มันมาแบบต่อเนื่อง หนักบ้าง เบาบ้าง แต่ละคนคงจะสัมผัสประสบการณ์แตกต่างกันค่ะ แต่ของบีมเป็นแบบนี้
  • ระหว่างนั้น ครูเก๋ ก็ได้เข้ามาสัมผัสเท้า คอ บ่า หัว และใช้คลื่นเสียงของคริสตัลโบลว์ทิเบต กระดิ่ง คือรู้ว่าครูเก๋วางอะไรไว้บ้าง แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นใช้อะไร และไม่ได้สนใจ บีมปล่อยวางความคิด ปล่อยว่าง ๆ และตามดูเท่านั้น
  • มันจะมีบางช่วงที่คลื่นเสียงต่าง ๆ แผ่ซ่านปกคลุม เหมือนเราอยู่ในสภาวะไร้ร่าง เบา สบาย และมีจุดพีค ๆ ของบีมจุดหนึ่งคือ บีมรู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนในน้ำในโมเลกุลของร่างกายที่สูงสุดและนานสุด คือ เป็นประสบการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน แต่ก็แค่ตามดู และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีจริง ๆ ค่ะ มันเบา ๆ สบาย ๆ มันไม่ต้องทำสมาธิหรือคิดอะไรเลย มันแค่อยู่เฉย ๆ เลย คลื่นมันจะส่งผลต่อเราเอง
  • ประสบการณ์นี้ จะแตกต่างมากกับการที่เคยศึกษา ทดลอง และเข้าคอร์สเกี่ยวกับ “จิต” ที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นประสบการณ์ส่วนตัว ใครสนใจคงต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองค่ะ คือ ไม่ใช่ให้มาลองของ เพราะมาแบบนั้นจะไม่ได้อะไรค่ะ บีมเองมาด้วยความศรัทธาในตัวครูเก๋ ว่าครูเก๋จะช่วยบีมได้ในจุดที่บีมช่วยตัวเองไม่ได้แล้วจริง ๆ ค่ะ ดังนั้น ตรงนี้ต้องทำให้ถูก คือ มาจากศรัทธาก่อน คือ เชื่อมั่นในตัวผู้บำบัด เชื่อมั่นในวิถีของเขา จึงค่อยมาค่ะ
  • จากประสบการณ์เมื่อวานนี้ ทำให้บีมได้เข้าใจปัญหาที่บีมติดมาตลอดชีวิตมากขึ้นค่ะ มันทำให้บีมปล่อยวางปัญหา และรู้สึกเบาลงจริงๆ ให้อภัยในความผิดพลาดที่ไม่เคยให้อภัยได้เยอะมาก ๆ รู้สึกตัวเองได้รับความรัก มันไม่ใช่ระดับของการคิด ไม่ใช่ระดับจิต (mind) แต่เป็นธรรมชาติของเราเอง ที่เรารับรู้ได้ว่า เราได้รับความรักจริง ๆ ซึ่งพอเรารับรู้ตรงนี้ได้ หัวใจมันจะแผ่ออก มันไม่ขอรับเข้ามาอีก เหมือนมันเต็มแล้ว โอเคแล้ว พร้อมให้มากขึ้นแล้ว อะไรประมาณนี้
  • หลังจากที่จบแล้ว … บีมรู้สึกเบาสบายตัวขึ้นมาก ๆ ไม่ใช่เพราะ มโน แต่เพราะมันรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ บีมรู้สึกว่า ปัญหาที่บีมติดมานานมันได้รับการปลดปล่อยออกไปประมาณหนึ่ง แต่บีมเข้าใจดีค่ะว่า ไม่ใช่มาครั้งเดียว มันจะจบ มันสะสมมานาน มันต้องใช้เวลาและมาทำอีกหลายครั้ง และสำหรับตัวบีม ปัญหาที่บีมมี ครูเก๋บอกว่า ทำเท่านี้ มันยังช่วยปลดล็อคไม่ได้ทั้งหมด บีมจะต้องฝึนฝนตัวเอง ให้โอกาสตัวเองได้เปิดใจมองเห็น “ความทุกข์” ของผู้คนค่ะ ซึ่งครูเก๋เคยมีปัญหาเดียวกันนี้ ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีนี้ล่ะค่ะ คือ Heal Others = Heal Yourself (ฟังดู abstract หน่อยนะคะ ไม่เข้าใจ ไม่เป็นอะไรค่ะ แต่บางคนจะเข้าใจ ก็เขียนเอาไว้ให้ไปตกผลึกกันเอง)
  • นอกจากนี้ พี่ที่มารับการบำบัดด้วยกันเมื่อวาน ก็มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกันกับบีมจริง ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งการได้รับฟังความทุกข์ของเขา มันจะช่วยสลายพลังความทุกข์ของเราไปด้วยในขณะเดียวกัน มันเหมือนเจอเพื่อนร่วมชะตากรรมอะไรแบบนั้น คือ จุดปัญหาของชีวิตอาจจะคนละประเด็น แต่โดยรวมแล้วประมาณ 90% มีอะไรที่เหมือนกันมากจริง ๆ ค่ะ มันก็เป็นอะไรที่แปลก ที่ครูเก๋ พี่ท่านนี้ และบีม ได้ผ่านพบมีประสบการณ์ชีวิตที่คล้าย ๆ กัน แม้จะคนละเส้นทาง แต่จุดเชื่อมโยงกันเยอะมาก ๆ ค่ะ

บีมยังคงรู้สึกผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องนะคะ มันเบา ๆ จากข้างใน เมื่อวาน Live ในกลุ่มปิดช่วง 6 โมงเย็น บีมยังบอกลูกค้าว่า บีมรู้สึกผ่อนคลาย น้ำเสียงเลยอาจจะซอฟท์ ๆ เบา ๆ หน่อยค่ะ คือ ทุกอย่างมันผ่อนคลาย เราไม่กดดัน ไม่เร่งรัดตัวเองเหมือนก่อนไป (เป็นแบบไม่รู้ตัว)

และที่เห็นชัดเลย คือ บีมง่วงนอนแบบ ง่วงมาก ๆ ประมาณ 3 ทุ่ม คือ ปกติ บีมก็จะง่วงและอยากพักเวลาประมาณนี้อยู่แล้ว แต่ความรู้สึกวันนี้มันต่างกันค่ะ มันคล้าย ๆ กับอารมณ์วันที่ไปนวดคลายเส้น แล้วเราจะอยากนอนแบบ “เส้นคลาย” ไม่ใช่เพราะ เหนื่อยจนพลังหมด (แต่เส้นตึงอยู่) คือ ก่อนหน้าจะไปนี้ แม้บีมจะได้ออกกำลังกายไปบ้าง ที่มันช่วยระบายพลังงานลบ ๆ ออกไปบ้าง แต่มันก็ยังรู้สึก กดดันตัวเองอยู่ลึก ๆ อยู่ตอนก่อนนอน มัน tense น่ะค่ะ บีมรู้ตัวเองดี มันตึง มันเครียด ไม่เกี่ยวกับงานและความสัมพันธ์นะคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่มีภารกิจบางอย่างที่จำเป็นต้องทำในเวลาที่จำกัดมาก จึงทำให้เกิดภาวะแบบนี้กับตัวเองค่ะ

และอีกสิ่งหนึ่งที่บีมสังเกตเห็นก็คือ บีมรู้สึกว่า ตื่นมาแล้วผิวบีมดีขึ้น ทั้งที่บีมก็ไม่ได้กินอาหารเสริมอะไรเป็นพิเศษค่ะ เมื่อวานนี้ ก็กินอาหารดี ๆ เป็นปกติแบบทุกวัน และกินยาระดมพลก่อนนอน (ทดลองให้แฟนเพจ) แต่มีเพิ่มคือ ชามะระออร์แกนิค ที่ส่วนตัวเคยปั่นสดกินนานมาแล้ว และไม่ได้กินอีกเพราะมันขมมาก แต่พบว่ามันช่วยให้สิวยุบได้ดีนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิวอักเสบ และสิวแนวกรามคาง) พอมีชาทำออกมา ก็เลยลองซื้อมากินค่ะ ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผิวดีขึ้น สิวขับพิษจากระดมพลหายเร็วค่ะ

แต่ครูเก๋บอกว่า ร่างกายของเรา ซ่อมตัวเองได้ทั้งหมดค่ะ … พลังที่แท้จริงของมนุษย์ สามารถซ่อมแซมตัวเองได้หมดทุกส่วน ถ้าเข้าถึง เข้าใจ นำไปใช้ได้ถูกต้อง มนุษย์ก็จะมีสุขภาพที่ดีอย่างสมบูรณ์ได้เลยค่ะ มนุษย์ทุกคนมีพลังนี้ค่ะ แต่น้อยคนจะเข้าถึง แต่การมาตรงนี้ ก็ทำให้บีมได้เริ่มสัมผัสถึงอะไรที่ครูเก๋บอกเล่าค่ะ แม้มันจะพึ่งเริ่มต้น และเรื่องสิวและผิว อาจจะต้องรอดูต่อไป แต่บีมก็สนใจวิถีการบำบัดของครูเก๋มาก ๆ ค่ะ ตั้งใจว่าจะเรียนรู้ ฝึกฝน และปฏิบัติไป เพราะ เชื่อมั่นว่า ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ บีมจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการช่วยผู้คนที่มีปัญหาสิวชนิดเรื้อรังได้ต่อไปค่ะ

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีและมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยมนะคะ

#บีมซีเคร็ต

 

 

จะรักษาสิวให้หาย ต้องเข้าใจเรื่อง “การแพทย์ 3 กระแส”

ถ้าคุณยังสับสนในเรื่องสุขภาพ ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลไหน ทำตามข้อมูลหมอ โค้ช คนไหนดี บทความนี้ อาจทำให้คุณ “ได้คำตอบที่ทะลุ” ที่สุดค่ะ

การแพทย์ในปัจจุบันนี้ แบ่งออกเป็น 3 กระแส ตาม “ความเชื่อและประสบการณ์” ของบุคลากรทางการแพทย์แต่ละคน

1. แพทย์กระแสหลัก
เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการสอนในสถาบันการศึกษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กายภาพบำบัด ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษา “ร่างกาย” และ “รักษาโรค” ด้วยยา การผ่าตัด

เป็นองค์ความรู้ที่เกิดในยุค “ปฏิวัติวิทยาศาสตร์” ในยุโรปตะวันตก เป็นช่วงที่คนเห็นความมหัศจรรย์ของการใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เอาชนะโรคภัยชนิดติดเชื้อต่าง ๆ (คนตายเพราะเชื้อโรคมาก) วิทยาศาสตร์ที่แก้ปัญหาและพัฒนาได้หลายสิ่งที่ยังใช้มาจนยุคนี้

แต่วิถีวิทยาศาสตร์แบบนี้ จะมีข้อจำกัดคือ ทุกสิ่งต้องสัมผัสได้ด้วย ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น โดยจะไม่ให้ความสำคัญกับ “จิต” หรือ “พลังงาน” ซึ่งในภายหลังมีนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า มีอะไรที่เล็กกว่าอะตอม ที่เรามองไม่เห็น เรียกว่า ควอนตัม

ซึ่งเมื่อได้รับการศึกษาต่อยอดพัฒนาต่อมา ก็พบว่า ควอนตัมนี้ เป็นศาสตร์ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มมองเห็นในสิ่งที่เคยพิสูจน์ไม่ได้ ไม่เข้าใจ เป็นเรื่องของจิต พลังงาน มิติ ซึ่งบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ จะไม่ได้เรียนรู้มาถึงจุดนี้ ก็จะมีเฉพาะกลุ่มที่สนใจสายนี้ ที่เรียนรู้เจาะลึกไป

ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ยอมรับเฉพาะ “สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น” ไม่ยอมรับอะไรที่มองไม่เห็น ตรวจสอบไม่ได้

ที่บีมรู้ตรงนี้ เพราะ เคยเรียนสายวิทย์ตอนมัธยมปลายมาก่อน มองเห็นตรงนี้ค่ะ พอตอนหลังมาศึกษาแนวธรรมชาติบำบัด และ วิทยาศาสตร์ทางจิต เราก็รู้ว่า นี่คือจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เอาชนะโรคภัยไม่ได้แท้จริง เพราะ คนเรามีรากเหง้าคือ จิต แต่วิทยาศาสตร์ไม่ให้ความสำคัญตรงนี้ จึงรักษาได้แค่กาย แต่ไม่สามารถรักษาไปถึงรากเหง้าของมนุษย์ทั้งคนได้จริง ทั้งที่มนุษย์มีพลังเยียวยาตัวเองอยู่ในตัวอยู่แล้ว และดึงจากธรรมชาติมาใช้ได้อยู่แล้ว

2. แพทย์กระแสทางเลือก
แพทย์ทางเลือก หรือ alternative medicine จริง ๆ ตอนนี้ เป็น “ทางรอด” ไปเสียแล้ว ที่ถูกเรียกว่าทางเลือก เพราะ เป็นทางที่ทำให้คนที่ใช้ทางหลักแล้วไม่หาย สามารถหายได้ จึงถูกเรียกว่า “ทางเลือก”

มันน่าจะเริ่มเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน ตอนที่บีมกำลังเริ่มเรียนชั้นมหาวิทยาลัย ชีวจิตกำลังดังมาก และแพทย์กระแสนี้ เหมือนพึ่งจะเริ่มเข้าเมืองไทย แต่ในกระแสโลก มันมีมาสักระยะแล้ว หลังจากที่ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็ง ไม่สามารถถูกรักษาให้หายและต้องทรมานและตายไปจากการรักษาด้วยการแพทย์กระแสหลัก และมีคนบางส่วนที่รู้จากหมอว่า จะอยู่ได้อีกไม่นาน ซึ่งเมื่อเขาได้กลับมาดูแลตัวเอง ยอม surrender กับธรรมชาติ ทำตามเสียงธรรมชาติที่ดังจากจิตและกายตัวเอง และน้อมรับความตาย เตรียมตัวตายอย่างสงบและกล้าหาญ ก็พบว่าคนกลุ่มนี้ “รอด” และ “กลับมาแข็งแรง” รอดยาว… ทำเอาคุณหมอก็แปลกใจในความมหัศจรรย์นี้

ซึ่งเราพบว่า มีคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็มีบางส่วนที่มีข่าวว่า ใช้แนวทางนี้แล้วเสียชีวิต ซึ่งจริง ๆ แล้ว หากมองด้วยใจเป็นกลาง ไม่ว่าจะรักษาแผนใด หากถึงเวลาที่จะต้องไป เขาก็จะต้องไป ไม่มีใครยื้อกรรมของตัวเองได้

สำคัญที่ว่า หมอผู้นั้นได้รักษาคนไข้ด้วยจิตบริสุทธิ์ โดยละเอียดรอบคอบ ใช้ทุกสรรพวิชาอย่างดีที่สุดแล้วหรือยังในการช่วยเหลือชีวิตนั้น หากได้กระทำเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ควรโทษหมอ โทษพยาบาล โทษใคร คนถึงเวลาจะไป ก็ต้องไป…ต้องทำใจยอมรับความเป็นจริง

โดยสรุปแล้วก็คือ การแพทย์ทางเลือก จะเชื่อว่า มนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างมนุษย์มา และธรรมชาติย่อมรู้วิธีเยียวยามนุษย์ได้ มนุษย์จึงต้องไม่ดื้อรั้นเอาแต่ใจตัว และศึกษา สังเกต ธรรมชาติอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวเองให้มีชีวิตที่มีความสุข เพราะ ธรรมชาติคือ ความสุข ความสงบ ความสอดคล้อง ซึ่งมีมากกว่ามิติร่างกาย

มนุษย์จะต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์แบบองค์รวม ทุกปัญหาในชีวิตก็จะคลี่คลาย ชีวิตจะสุขง่าย ทุกข์ยาก แม้มีทุกข์ ก็ปรับให้เป็นการเรียนรู้ได้ นั่นคือ วิถีแห่งธรรมชาติของแพทย์กระแสนี้ เน้นที่ “ราก” ไม่ใช่ “ร่าง” อย่างเดียว
ขณะนี้มีคุณหมอทั้งระดับโลกและระดับประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น ที่เรียนจบแบบกระแสหลัก แต่พบว่า ตัวเองป่วยเหมือนคนไข้ แต่รู้ว่าวิถีการรักษาแบบที่รักษาคนไข้ มันไม่ได้ผล ไม่อยากมีจุดจบเหมือนคนไข้ คุณหมอกลุ่มนี้ ก็แสวงหาแนวทางที่ไม่เคยใช้มาก่อน คือ ธรรมชาติบำบัด จนรักษาตัวเองหาย และจึงเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธาในธรรมชาติ ก็เปลี่ยนวิธีการรักษามาเป็นแบบธรรมชาติบำบัดในภายหลัง แพทย์กลุ่มนี้ได้แก่ แพทย์แผนจีน (ตอนนี้ชาติตะวันตกเรียนแพทย์แผนจีนและอายุรเวทกันมากขึ้น) อายุรเวท แพทย์แผนไทย เป็นต้น

3. แพทย์ผสมผสาน
ชื่อบอกแล้วว่าผสมผสาน คือ เอา 1. + 2. คือ การที่รับการวินิจฉัยโดยแพทย์กระแสหลัก ยังกินยาอยู่ แต่นำเอาการดูแลด้วยธรรมชาติมาใช้มากขึ้น จนกระทั่งสามารถลดยาและเลิกยาได้ กรณีแบบนี้ จะเกิดกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง ที่ยังไม่อยากเลิกยา หรือจำเป็นต้องใช้ยาอยู่ แต่ไม่อยากใช้ยาไปตลอดชีวิต ก็ค่อย ๆ ปรับไปจนกระทั่งไม่ต้องใช้ยาอีกต่อไปนั่นเอง

จากกระแสสุขภาพ 3 ระบบความเชื่อนี้ ก็ทำให้เกิดข้อมูลมากมายเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตบ้าง ในนิตยสารบ้าง หนังสือบ้าง เขียนโดยแพทย์ เภสัชกร บุคลากรทางการแพทย์ ที่ข้อมูลไปทางเดียวกันบ้าง ขัดกันบ้าง ขัดมาก ขัดน้อย จนทำให้เราในฐานะคนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนด้านนี้มา รู้สึก “สับสน” จะเอาทางไหนดี ไปหาหมอท่านหนึ่งก็พูดอย่าง อีกท่านก็พูดอย่าง

สิ่งที่บีมจะบอกก็คือ “พึ่งตัวเอง” ค่ะ

การพึ่งตัวเอง ไม่ใช่การ “ปฏิเสธ” หมอ หรือ วิทยาการใหม่ ๆ เลย แต่หมายถึง “การรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้” ก่อน รู้ว่าร่างกายและจิตใจเรามีธรรมชาติเป็นอย่างไร สังเกตตัวเอง ฝึกฝนการตอบสนองตัวเองในสิ่งที่กายและจิตนี้ต้องการ เพราะเขาจะบอกเราเสมอว่าเขาต้องการอะไร แค่พูดเป็นคำให้เราไม่ได้ แต่เราจะรู้สึกได้

ถ้าเราสบาย นั่นแหละ คือเราดูแลเขาได้ดี ถ้าเราไม่สบาย แสดงว่า มีบางอย่างผิดปกติ เป็นหน้าที่เราต้องสำรวจหา แล้วแก้ไขเสียค่ะ ให้มันตรงจุด ในทุกระดับ กาย จิต จิตวิญญาณ ต้องให้ครบองค์มนุษย์

และส่วนใหญ่ก็แค่ดูแลด้วยเบสิค นอนให้เป็นเวลาที่ร่างกายต้องการ กินให้ถูก วางใจให้ถูก มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งต่าง ๆ เชื่อมต่อกับธรรมชาติให้มาก มันก็มีแค่นี้

แต่เราดันไปคิดเองว่า จะรู้จักร่างกายตัวเองต้องเรียนหมอ มันไม่ใช่ เรานี่แหละ รู้จักตัวเองดีที่สุด ขอแค่ละเอียดอ่อนในการสังเกตตัวเอง และศึกษาความรู้จากหมอศาสตร์ที่เราสนใจเพิ่มเติม ลองปรับใช้เอามาดูแลตัวเองให้อยู่จุดที่สบาย มันก็จบแล้ว แค่นี้เอง ง่าย ๆ มันจะยากก็แค่ เราคิดว่ามันยากและไม่ใส่ใจตัวเองแค่นั้นเองค่ะ

พอเรารู้จักตัวเองดีแล้ว เราก็ดูว่า เรายังขาดตรงไหน ทำอะไร รักษาอะไรด้วยตัวเองไม่ได้บ้าง เราก็ไปพบแพทย์ที่เราเชื่อถือ ศรัทธาในผลงาน ตรงกับจริตของเรา เพื่อให้ช่วยเราในจุดที่เราทำเองไม่ได้จริง ๆ แบบนี้ คุณหมอก็จะทำงานง่าย ไม่ต้องมาสอนเบสิคสุขภาพให้คนไข้อีก อะไรที่คุณติดขัดก็จะหายง่ายขึ้น เรื่องวิธีคิดการดูแลตัวเอง คุณต้องปรับเอาเอง ไม่ใช่ให้หมอปรับให้ ไม่ใช่งานเขาค่ะ ให้เขาได้ช่วยคุณอย่างตรงจุดไปเลยดีกว่า

ส่วนเรื่องการศึกษาข้อมูล เสพย์ข้อมูล บีมจะแนะนำว่า ให้คุณรู้จักตัวเองก่อนดีกว่าค่ะ ก่อนไปเสพย์ ถ้าคุณมีแก่น รู้จักตัวเอง คุณจะรู้ว่า อะไรที่มันใช่ อะไรที่ไม่ใช่ ด้วยสามัญสำนึกง่าย ๆ ของเราเอง แล้วรู้จักเลือกข้อมูลที่มีแหล่งข้อมูลที่ดี ผู้ที่ให้ความรู้นั้นมีประสบการณ์จริงในสายงานนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ จริง มีผลงานประจักษ์จริง ๆ ค่ะ ไม่ใช่ใครไม่รู้เขียน เพราะ ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างทำข้อมูล คือ ไปอ่านมา แล้วมารวบรวมให้อ่าน ให้คนเสพย์ มันเป็นธุรกิจข้อมูลข่าวสาร คุณต้องเข้าใจ เท่าทันค่ะ ไม่ได้บอกว่าไม่ดี ไม่ถูก แต่คุณต้องรู้จักตัวเองก่อน มีความรู้เรื่องการดูแลตัวเองที่ได้ผลแล้วระดับหนึ่งก่อน คุณก็จะรู้ว่า จะเลือกรับอะไรมาเพิ่ม หรือตัดอะไรออกนะคะ

เรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” อีกรูปแบบหนึ่ง
ที่เหมือน “ศาสนา” และ “การเมือง”

เชื่อของใคร ของมัน อย่าเอามาเป็นประเด็นเถียงกัน

ยกเว้นแต่ว่า ประเด็นนั้นมันเป็นอันตรายต่อผู้คนจริง ๆ ก็ควรต้องทำให้คนรับรู้และไม่สนับสนุนแนวคิดและวิถีนั้น ๆ ค่ะ

แม้แต่สิ่งที่บีมเขียนและเผยแพร่ มันก็เป็นความเชื่อและประสบการณ์ของบีม คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อ แต่ถ้าคุณได้ศึกษาเบื้องต้น เห็นว่าตรงจริต น่าสนใจ คุณก็รับมันเข้าไปใช้ดู ถ้ามันตอบโจทย์ ซึ่งคุณจะรู้ด้วยตัวเอง คุณก็ศึกษา ลงมือทำ และรับมันไปใช้มากขึ้น โดยแยกองค์ความรู้ออกจากตัวบีมในฐานะผู้เรียนรู้โลกอีกคนหนึ่งค่ะ ที่ผ่านมาก่อน เดินมาก่อน บีมถือว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าสำนักหรือกูรู แต่แค่เรียนรู้มากว่า ประสบมามากกว่า เห็นว่าทางนี้ดี อยากให้ลองดู เท่านั้นเอง ซึ่งองค์ความรู้สามารถปรับเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ เพราะ มีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ดังนั้น บีมเองก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา คุณ.เองก็เช่นกันค่ะ อย่าเชื่อเพราะบีมคือผู้สอน (ครู) ตามหลักกาลามสูตรเลย ต้องเชื่อเพราะคุณ “เห็น” มันเอง

และสุขภาพมันเป็นเรื่องของการ “เลือก” ตาม “ประสบการ์และการตีความ” ของใครของมัน และต้อง “รับผิดชอบ” ผลของการเลือกด้วยตัวเอง เท่านั้นเองค่ะ

เพราะกายและจิตนี้ คุณได้รับมันมา ต้องรู้จักและดูแลเองให้เป็น จึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข มีพลังสร้างสรรค์ชีวิตมากมาย

ขอให้คุณ “พบทางสว่าง” ของสุขภาพคุณเองในเร็ววัน

ด้วยรัก
#บีมซีเคร็ต
เริ่มต้นรักษาสิวอย่างถูกวิธี เริ่มที่ http://acnefree101.blog

เราเป็น “ผู้รับใช้” ของกายนี้

#เราเป็นผู้รับใช้ของกายนี้

You’re the servant of your body. – Dr. Jacob Vadakkanchery –

วิธีคิดอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็น “อุปสรรค” ต่อ “สิวหาย” เพราะไม่สามารถก้าวข้ามผ่าน “พฤติกรรมที่ทำให้ตัวเองเป็นสิว” ได้ ก็คือ คิดว่า “ตัวเองเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง”

การที่เรามีวิธีคิดแบบตั้งอยู่บนพื้นฐานความเห็นผิดคือ “ตัวกู ของกู” มันส่งผลถึงวิธีที่เรามองร่างกายนี้ ว่าเป็น “ของเรา” เราจะ “ทำยังไงก็ได้” กับกายนี้

และส่วนใหญ่ก็มักจะทำไปตาม “กิเลสด้านลบ” ของเรา และทำให้ชีวิตติดลบอยู่เรื่อย ๆ หรืออย่างมากก็ทรง ๆ เพราะ ไม่สามารถเอาชนะกิเลสลบได้สักที เหมือนคนเมา ก้าวหน้า 3 ก้าวหลัง 2

จึงมีพุทธสุภาษิตสำคัญที่สอนไว้ว่า “ชนะอะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าชนะใจตนเอง”

การที่เราเป็นสิวชนิดเรื้อรังก็เช่นกัน ที่ถ้าเรามาวิเคราะห์กันจริง ๆ แล้ว สาเหตุของสิวประเภทนี้เกิดจากพฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ จนเป็นนิสัย แต่เจ้าตัวไม่รู้ว่าสิ่งทีตัวทำอยู่เป็นประจำนั้นแหละเป็นสาเหตุของสิว คิดว่าเป็นปกติของชีวิต ใคร ๆ ก็ทำกัน แล้วทำไมตัวเราจึงเป็นสิวได้?

การที่เราเป็นสิว แต่คนอื่นไม่เป็น บีมได้คำตอบจากคุณหมอเกด แพทย์แผนไทย พัชริดา แก้วประภา ตั้งแต่วันที่ได้รู้ธาตุเจ้าเรือนและผลการอ่านธาตุเจ้าเรือนของตัวเองที่รอบนี้หมอเกดฝึกฝนวิชามามาก และคำนวณธาตุได้ตรงมาก ขอให้ทุกคนที่สนใจไปย้อนดูได้ที่ 2 ข้อมูลนี้ค่ะ จะทำให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น

1. คลิปวิดีโอ Dtox & เปลี่ยนจิต ด้วยโยคะหัวเราะ & วิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน by หมอเกด https://www.facebook.com/HolisticAcademyTH/videos/2237685639605481/?t=0

2. บทวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือนของบีม https://bit.ly/2HFg8Rm

และหลังจากที่มีแฟนเพจเข้าไปขอรับการคำนวณธาตุหลัง Live รอบนั้น บีมก็ได้รับฟีดแบ็คว่า มีความแม่นยำมากจริง และสามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาสุขภาพกายและจิตของตัวเองได้ตรงจุดมากขึ้น ทุกคนที่ปรึกษาคุณหมอ รู้สึกดีใจที่ได้พบ “ต้นตอ” ของปัญหาแท้จริงของตัวเองและวิธีที่ถูกต้องในการดูแลตัวเองตามธาตุเจ้าเรือนอันเป็นธรรมชาติของตัวเองค่ะ

หลังจากนั้น คุณหมอได้อัพเดทบีมว่า กลุ่มแฟนเพจของบีมที่มาปรึกษา มีปัญหาในส่วนของ “ตับ ลำไส้ เลือด” เป็นหลัก ซึ่งตรงมากกับข้อมูลที่บีมได้ทดลองและสังเกตตัวเอง และสังเกตเคสทุกเคสที่มาปรึกษาตลอด 9 ปีของการทำงานด้านสิว

และบีมก็สังเกตบีมและสามี ซึ่งเป็นคนไม่เป็นสิวเลย แต่ถ้ากินของที่ทำให้บีมเป็นสิว มีพฤติกรรมที่ทำให้บีมเป็นสิว เขาจะมีปัญหาผิวหนังอักเสบ แดง ลอกเป็นขุย เป็นแผ่น มีปัญหาลงพุง เพลีย เหนื่อย ความจำไม่ดี ในช่วงนั้น ๆ ค่ะ และถ้ากินอะไรที่เกี่ยวกับการดีท็อกซ์ จะไม่เป็นสิวเลย มีสิวขับพิษน้อยมาก ๆ เม็ดสองเม็ด ไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็หาย

และบีมสังเกตเคสมากมายที่เป็นทีมงานของพี่แม็ค ซึ่งทำบริษัทเครือข่ายกันอยู่ เป็นสินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม บีมเป็นที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ค่ะ ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ ก็จะมาสอบถามเป็นเคสๆไป ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่ “ไม่มีปัญหาสิว” เป็นหลักค่ะ เขากินอาหารเสริมตัวเดียวกันกับลูกค้าบีม แต่จะไม่เป็นสิวกันเลย คือ ร่างกายมันจะไม่มีสิวขับพิษเลย กินแล้ว มีช่วงปรับตัวนิดหน่อย 7-14 วัน หลังจากนั้นก็ดีไปเลย แต่ถ้าลูกค้าบีมกินตัวเดียวกันนี้ (มีสรรพคุณล้างไขมัน) จะมีสิวขับพิษขึ้น 100% ในช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 ค่ะ พีคสุด ๆ สัปดาห์ที่ 2 ถ้าดูแลตัวเองได้ดี สิวขับพิษจะค่อย ๆ หายไปในสัปดาห์ที่ 4

ทำให้บีมได้เรียนรู้และได้ข้อสรุปว่า ถ้าคนที่มีปัญหาสิวเป็นประจำ ร่างกายจะมีจุดอ่อนของระบบ “ตับ ลำไส้ เลือด” ส่งผลให้ “น้ำเหลืองเสีย” หรือ มีภาวะ “พิษคั่ง” “ภูมิคุ้มกันต่ำ” นั่นเองค่ะ เป็นจุดที่ต่างกับคนที่ไม่เป็นสิว

คุณเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมคุณจึงเป็นสิว ทั้งที่คนอื่น ๆ ก็มีพฤติกรรมแบบที่คุณทำ แต่ยังหน้าใส ผิวใส แต่ถ้าชีวิตเขารับพิษเหมือนที่เราทำ อย่างไรก็ตามจะมีการสะสมของพิษ ไปแสดงที่ “จุดอ่อน” อื่นของเขาแทนค่ะ มันไม่ออกมาเป็นสิว แต่จะเป็นอย่างอื่นๆ สุขภาพไม่ได้ดี 100% ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองเอาปัญหาตัวเองออกไปก่อน แล้วลองมองคนอื่นให้เต็มตาเต็มใจ สังเกตดี ๆ ว่า คนรอบตัวคุณที่ไม่เป็นสิวนั้น เขามีความเจ็บป่วยอะไรเป็นประจำ แล้วคุณจะพบว่า แต่ละคนมี “จุดอ่อนทางสุขภาพ” แตกต่างกัน แสดงออกกันคนละที่เท่านั้นเอง ซึ่งจุดอ่อนของคนเป็นสิวคือ 3 จุดดังกล่าวนั่นเองค่ะ

บีมคิดว่า ถึงตรงนี้ คุณจะเข้าใจและยอมรับได้โดยดุษฎีแล้วนะคะว่า คุณเป็นสิวเพราะอะไร?

เมื่อคุณเข้าใจแล้ว สิ่งที่คุณจะต้องปรับ เป็นจุดที่สำคัญมาก ๆ คือ วิธีคิดเรื่อง “ร่างกายของกู” ที่จะต้องกำจัดออกไปให้ได้ เพราะนั่นคือ มิจฉาทิฐิ (ความเห็นผิด) ชนิดเป็นต้นตอของทุกปัญหาในชีวิตเลยค่ะ

และจุดนี้ คือ จุดที่ยากที่สุดของคนในการพัฒนาตัวเอง เพราะ คนเรานั้น ที่เกิดมาล้วนยึดติดกับ “ความเป็นกู” จึงได้เกิดมาค่ะ งานรักษาสิวชนิดเรื้อรัง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเม็ดสิว ที่จะมาทายา กินยา กินอาหารเสริม แล้วจะหวังให้มันหายขาด มันเป็นเรื่องของการ “ถอนรากกู” ออกไปอย่างหมดจดค่ะ พัฒนาความรักในหัวใจ เมตตาร่างกายนี้ และมองเห็น “ความทุกข์” ของคนอื่นมากกว่าของตัวเอง จนความทุกข์ของตัวเองน้อยลง ๆ ๆ ๆ จนเราสามารถ “ปล่อยวาง” จิตที่เป็นทุกข์ของเราเรื่องสิวได้หมดจด และทำในสิ่งที่ “ธรรมชาติกำหนดไว้” สิวชนิดนี้จะหายไปในที่สุด เพราะ จิตที่ปลดปล่อยเป็นอิสระจาก “กู” ได้นั่นเอง

บีมเก็ตเรื่องนี้และนำหลัก “เราเป็นทาสรับใช้ร่างกาย” จาก ดร. จาค็อป วาดักกันเชรี นักธรรมชาติบำบัด ผู้ก่อตั้ง http://naturelifeinternational.com ช่วงที่ท่านได้มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ผู้ปกครองที่โรงเรียนเกษมศาสน์ ที่ลูก ๆ ของบีมเรียนอยู่เรื่องการดูแลเด็กด้วยหลักธรรมชาติบำบัด

ซึ่งหลังจากนั้นมา ก็ทำให้บีม ตัดความรู้สึก “ชอบเนื้อสัตว์” ได้อย่างเด็ดขาด และ จะฟังจังหวะและเสียงที่ร่างกายส่งมาให้มากขึ้น ๆ ทำให้เราละเอียดอ่อนต่อความเปลี่ยนแปลงของร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นทักษะที่บีมได้เพิ่มพูนให้กับตัวเอง ส่งผลดีคือ บีมจะรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพลังงาน ธาตุร่างกาย กินอะไร ส่งผลอะไร ทาอะไร ส่งผลอะไร ได้รวดเร็วมาก และร่างกายจะตอบสนอง บอกบีมได้รวดเร็วว่า สิ่งนี้ ร่างกายต้องการหรือไม่ต้องการ

มันเป็นเหมือน “ทักษะดูแลร่างกาย” ที่แข็งแรงขึ้น เราดูแลเขาเหมือนเพื่อน เพื่อนชอบหรือไม่ชอบอะไร เราก็ต้องฟัง เราต้องตาม ต้องเป็นผู้รับใช้เขาเลยล่ะค่ะ ถ้าเราทำได้ เราจะสามารถตอบสนองเขาได้ตรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และผลดีที่เกิดขึ้นจะทำให้เราไม่อยากทำอะไรที่ทำร้ายเขาอีกเลย ทำเมื่อไหร่ จะรู้สึกผิด แล้วมันทำให้เราไม่อยากทำอีก เหมือนละอายแก่ใจ ทั้งที่รู้ว่า ทำแล้วร่างแย่แน่ๆ แล้วยังทำ จะเป็นเกราะคุ้มกันให้เราเดินไปถูกทางเรื่อย ๆ และได้ผลดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ เมื่อทำประกอบกับการภาวนา วิปัสสนาจิตใจค่ะ

ถ้าคุณยังเห็นว่า “ตัวกู” และ “ทุกข์ของกู” ใหญ่อยู่ ให้ดูจากต่อไปนี้ค่ะ (เป็นภาพจากเว็บนาซ่า)

1. โลก “ใหญ่” แค่ไหนในระบบสุริยจักรวาล ? และคุณ “เล็ก” กว่าโลกมากแค่ไหน?

planet sizes
โลกที่กว้าง ที่เราคิดว่าใหญ่แล้ว หากพิจารณาให้ดี ยังใหญ่ไม่เท่าหลุมนึงของอาทิตย์ เมื่อไหร่ดวงอาทิตย์เกิดการเปลี่ยนแปลงและระเบิด โลกก็หายไปเลยพริบตาเดียว แล้วเราล่ะ? ยังใหญ่อยู่ไหม?

2. เราเป็นเพียงเศษเสี้ยวของธุลีในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก

Like early explorers mapping the continents of our globe, astronomers are busy charting the spiral structure of our galaxy, the Milky Way. Using infrared images from NASA's Spitzer Space Telescope, scientists have discovered that the Milky Way's elegant s
ภาพจากเว็บนาซ่า https://www.nasa.gov/topics/starsgalaxies/

ถึงตรงนี้…บางคนอาจ “มองเห็น” บางคนอาจยัง “มองไม่เห็น” ไม่เป็นไรค่ะ ไม่มีอะไรถูกหรือผิด มันมีแค่ “เห็น” หรือ “ไม่เห็น” เท่านั้น อยู่ที่จิตของแต่ละคน สร้างสมอะไรมามากน้อยแค่ไหน

แต่บีมมั่นใจว่า มันจะกระตุ้น “จิตวิญญาณแท้จริง” ของคุณให้ “ตื่น” ในระดับหนึ่ง และ เกิดคำถามบางอย่าง ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคน…

แต่นั่น คือ จุดเริ่มต้นที่สวยงามบนเส้นทางของความสุขที่แท้จริง

สิว คือ สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ ที่กำลังนำพาให้คุณได้พบเส้นทางที่มีความสุขแท้จริง…อย่างแน่นอน

สรุปแล้วคือ สิวจะหายขาดได้จริง ถ้าคุณ “ว่างจากตัวตน” และตอบสนองในสิ่งที่ธรรมชาติของกายและจิตต้องการอย่างแท้จริง

ถ้ามันยังมีเหตุผลมากมายที่จะไม่ทำตาม “ธรรมชาติ” แท้จริง

ให้คุณไปย้อนอ่านบทความเรื่อง Surrender https://bit.ly/2y0x859 ค่ะ

ขอส่งพลังให้คุณทุกคนนะคะ
ขอให้ได้พบคำตอบของตัวเองในเร็ววัน

ด้วยรัก
#บีมซีเคร็ต
เริ่มต้นรักษาสิวอย่างถูกวิธีที่ http://acnefree101.blog

อยากสิวหายขาด ยอมยกธงขาวให้ธรรมชาติเสียเถิด (surrender)

อยากสิวหายขาด ยอมยกธงขาวให้ธรรมชาติเสียเถอะ (surrender)

“บางครั้ง เราก็ต้องถูกทำลายอย่างหมดสิ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับพลังงานที่ดีใหม่ทั้งหมด” – cr. ครูเก๋ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

 

เคยได้ยินคำว่า surrender ไหมคะ?

บีมได้ยินบ่อยมาก ๆ ในเพลงฝรั่ง

ก็เกิดความสงสัยว่า คำนี้มันแปลว่าอะไร

พอไปหาความหมาย มันแปลว่า

“ยกธงขาว ยอมโดยดุษฎี

ยอมโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ยอมให้หมดใจ”

อะไรแบบนั้น

 

แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจความหมายของมัน “ลึกซึ้ง” นัก

จนกระทั่ง ครูเก๋ พูดประโยคด้านบน…

และบีมได้พบกับครูเก๋เป็นการส่วนตัว

เพื่อปรึกษาและสอบถามปัญหาส่วนตัว

ขอคำแนะนำ ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้

 

วันนั้นเอง…

มันทำให้บีม “ตกผลึก”

ทั้งกับตัวเองและแฟนเพจที่นี่ทุกคน

ว่า … เราต้องยอมแพ้โดยไม่มีข้อแม้

ถ้าเราอยากจะมีความสุขแท้จริง

แล้วยอมแพ้กับอะไรล่ะ???

 

“แพ้ธรรมชาติ” ค่ะ

 

มันคือ คำคำนี้เลย ที่วันนี้จะมาแบ่งปันมุมมองให้ทุกคน

 

จากวันนั้น บีมตกผลึกว่า

ทุกเรื่องราวของชีวิตเรา

เมื่อใดที่จิตเรากำลังสัมผัส

กับความรู้สึกทุกข์ ทุรนทุราย ร้อนข้างใน อยู่ไม่สุข

มันเป็นช่วงที่เรา “กำลังฝืน” ธรรมชาติ

 

รวมทั้งเรื่องสุขภาพและการเป็น “สิว”

 

ซึ่งหลังจากที่บีมได้พบครูเก๋และหมอเกด

บีมได้นำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้และตกผลึก

มาทดลองกับตัวเองประมาณ 7-10 วันที่ผ่านมา

บีมพบว่า ใจเบา กายเบา ผิวใสเกลี้ยงกว่าเคย

จะมีเปลี่ยนอะไรที่ทาผิว ก็มีแค่แป้งอย่างเดียวที่เปลี่ยน

นอกนั้น เป็นการเปลี่ยนจากภายในในระดับลึกทั้งหมด

 

ย้อนกลับมา คีย์เวิร์ดคือ “ยอมเสียเถอะ”

มันต้องยอมเลยกับธรรมชาติ ไม่ฝืน

(คนละเรื่องกับวินัยในการทำดีนะคะ ไว้ค่อยเขียนแยก)

 

มันต้อง “ฟังข้างใน” จริง ๆ

มันต้อง “ฟังแก่น” จริง ๆ ของเรา

 

เช่น สมมติว่า 3 ทุ่มแล้ว เราง่วงนอนแล้ว

ร่างกายบอกว่า พักเถอะ

แต่เราไม่ฟัง เรากลับฝ่าฝืน

ด้วยการบอกตัวเองว่า

เล่นเฟสอีกหน่อยน่า คุยกับเพื่อนอีกหน่อยน่า ทำงานอีกหน่อยน่า

เดี๋ยวกินกาแฟ ก็ทำงานต่อได้แล้ว

แล้วก็ไปอัดกาแฟสัก 1 แก้ว

ทั้งที่กาแฟเป็นกรด ทำให้เลือดเป็นกรด

แต่มันมีคาเฟอีน ทำให้ประสาทตื่น

ร่างกายที่เครียด มีอนุมูลอิสระอยู่แล้ว ร้อนอยู่แล้ว อยากพักแล้ว

เจอกรดเข้าไปอีก แล้วโดนบังคับให้ตื่นตัวอีก

 

ลองคิดว่าเป็นเราดูบ้างสิคะ ว่าเราจะรู้สึกยังไง

เวลาที่ … เรารู้ตัวว่า เราโคตรจะทำงานไม่ไหวแล้ว

เราเหนื่อย เพลีย ง่วง อยากพัก

แต่เราถูกเฆี่ยน ถูกตี เหมือนวัวควาย

เพื่อให้ทำงานต่อไปได้…

 

ร่างกายก็เหมือนกันค่ะ!

 

วันนี้บีมมาเป็นกระบอกเสียงให้ร่างกายด้วย

หมอบุญชัยเขียนไว้ดีมาก ว่าธรรมชาติเขาไม่สามารถบอกเราเป็นคำพูดได้ เราต้องรู้จักสังเกตให้ละเอียด เราต้องอ่านร่างกายตัวเองให้ได้ ตอบสนองให้เป็น ตอนนี้เขาต้องการสิ่งใด ต้องจัดให้ อย่าไปบังคับ อย่าไปฝืน (ยกเว้นเรื่องปฏิบัติธรรมนะคะ อันนี้วิถีปุถุชนนะ ต้องดูแลตามธรรมชาติที่เขาบอกมาก่อน จิตคุณยังไม่เป็นอิสระจากร่างกาย คุณต้องรับใช้ร่างกายก่อนค่ะ จึงจะอยู่ดีมีสุขได้)

 

หลายคน (รวมทั้งบีมในบางช่วงที่หลุด แต่ค่อย ๆ ฝึกไปเดี๋ยวก็อยู่กับธรรมชาติได้ดีขึ้น ไม่รู้สึกฝืนค่ะ) ที่ยังคงเป็นสิวไม่หาย สาเหตุสำคัญ ๆ เลยก็คือ ยังคงฝืนทำบางสิ่งที่ร่างกายและจิตใจไม่ต้องการ อาจจะด้วยความจำเป็นบางอย่าง หรือ การที่ไม่ตัดสินใจ “เมตตาตัวเอง” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ล้วนเป็นเหตุให้สิวไม่หายทั้งสิ้น!

 

เหตุผลอีกประการที่สำคัญ ที่ทำให้คนไปไม่ถึงเป้าหมาย ยังคงติดกับดักชีวิตแย่ ๆ ผิวแย่ ๆ ร่างกายแย่ ๆ อยู่ก็คือ การ “ไม่ยอมแพ้” ต่อธรรมชาติ ทั้งที่อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ

 

มนุษย์หลงคิดไปว่า ตัวเองจะเอาชนะธรรมชาติได้ทุกอย่างในยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา และวิถีชีวิตจากยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร ก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า มีคนทุกฐานะอาชีพ ป่วยด้วยโรคจากพฤติกรรมคือ NCDs ได้แก่ มะเร็ง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ เราก็ได้ยินข่าวและข้อมูลบ่อย ๆ ว่า มียารักษาโรคนั้นโรคนี้ได้ มีวัคซีนนั้นนี้มากมาย แต่สุดท้าย เชื้อโรคก็กลายพันธุ์และรุนแรงกว่าเดิมไปเรื่อย ๆ ไม่มีทางไหนที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะเอาชนะธรรมชาติได้เลย ถ้าเหตุการณ์แบบสึนามิคุณคงเห็นภาพมากว่า ธรรมชาตินั้นมีพลังมากเพียงใด…

สิวนี่คือ บันใดขั้นแรกเลยที่บีมศึกษาแล้วพบว่า มีสาเหตุเดียวกับโรคดังกล่าวค่ะ แต่พวกเราโชคดีอยู่อย่างที่มันเผยแสดงเตือนเราในรูปแบบของสิวตั้งแต่วันนี้ ที่หลายคนชอบบอกว่า เราโชคร้าย แต่บีมกลับพบความจริงว่า คนไม่เป็นสิวโชคร้ายกว่า เพราะเขาจะกินและใช้ชีวิตแบบเดิม ทั้งที่ร่างกายส่งสัญญาณมากมายให้เห็น ไม่ว่าจะพุง ผิวแพ้ง่าย และโรค NCDs แต่เพราะ ผิวยังดี และโรคพวกนี้มันอยู่ภายใน มันไม่เห็นชัด ๆ แบบสิว เขาจึงไม่สนใจ ชะล่าใจ หลายคนจึงมาพบว่า ตัวเองเป็นโรคกลุ่มนี้รุนแรงแล้ว จึงค่อยรักษา

 

คนที่ยังไม่เข้าใจธรรมชาติ ยังฝืน ยังมองไม่เห็นพลังเยียวยาในตัวมนุษย์ที่แท้จริง จะตายไปด้วยโรคเหล่านี้

 

แต่มีตัวอย่างของหลายคนที่ยอม surrender ยอมรับ ยอมแพ้โดยดุษฎี ยอมยกธงขาวว่า ไม่มีทางเอาชนะวิถีทางของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และเป็นผู้สร้างมนุษย์ได้ เขายอมรับความตายเป็นส่วนหนึ่งของหนทางอย่างกล้าหาญ เปลี่ยนความกลัวตาย มาเป็นการวางแผนตาย เขียนพินัยกรรม และทิ้งทุกอย่างที่เคยทำ หันมาอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ และกล้าเผชิญหน้ากับความตาย ยอมรับโดยดุษฎีว่า วันหนึ่งต้องตาย และตัดสินใจ “ตายดี”

 

ด้วยวิถีที่ยอมรับแบบ “ยกธงขาว” นี้ และการปฏิวัติวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิงนี้ ส่งผลให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น หลายคนมะเร็งหายไป หลายคนอยู่ได้อีกหลายสิบปีอย่างแข็งแรง ทั้งที่หมอบอกไม่เกินเท่านั้นเท่านี้เดือน

 

นี่ล่ะค่ะ วิธี “ยกธงขาว” ขอพ่ายแพ้แก่ “ธรรมชาติ”

ยอมละทิ้ง ปล่อยวาง ทุกสิ่ง เพื่อทำตามกฎธรรมชาติ

ซึ่งทุกคนที่ได้ “ลองทำ” ก็มีผลลัพธ์เหมือนกันทุกคน

คือชีวิตที่มีสุขภาพดี เปี่ยมด้วยความรัก ความสุข การอยู่กับปัจจุบัน

 

และเขาจะเห็นว่า การละทิ้งสิ่งที่เคยเป็น เคยทำ มันก็ยังคงทำให้เราอยู่ต่อไปได้ และมีความสุขมากกว่าวิถีเดิมเสียอีก…

 

แต่การเป็นสิว ที่ทำให้คนไม่ “ตัดสินใจ” ละทิ้ง “ของเสียเดิมๆ”

เพราะ มันยังไม่ “ถึงชีวิต” นั่นเองค่ะ สัญญาณมันไม่รุนแรงพอ

ที่จะกระทบจิตให้เกิดคำถามต่อการใช้ชีวิตที่ผ่านมา

และก็ปล่อยให้วิถีมันดำเนินต่อไป เป็นสิวกวนใจเรื่อย ๆไม่หาย

แล้วก็บ่นกับตัวเองเหมือนเดิม แต่ก็ยังกินและทำอะไรเหมือนเดิม

 

ทั้งที่ คุณรู้อยู่แก่ใจว่า คุณไม่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้

วิถีสิว ๆ แบบนี้ ที่ทำให้คุณตัดโอกาสในชีวิตดี ๆ ในระดับจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น คู่ครองผิวพรรณดี ๆ การงานดี ๆ ที่เราใฝ่ฝัน ฯลฯ เพียงเพราะ คุณเกลียดผิวพรรณและหน้าตาแบบนี้ของตัวเอง คุณคิดว่าคุณไม่คู่ควรกับโอกาสดี ๆ ก็สมควรที่จะอยู่แบบนี้มันต่อไป

 

นั่นคือ การทำงานโปรแกรมในจิตใต้สำนึกของคนเป็นสิวที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่เด็ดขาด

 

และคุณยังไม่เห็นว่ามันจะทำให้คุณถึงตาย คุณจึงยังปล่อยมันไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ สิว มีสาเหตุเดียวกับโรคเรื้อรังที่ฆ่าคนตายแบบผ่อนส่งต่าง ๆ ถือว่าเป็นแค่สัญญาณเตือน เป็นน้อง ๆ โรคเหล่านั้น ซึ่งถ้าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจจะรักษาให้หาย ก็รอวันที่จะพัฒนาไปเป็นโรคเหล่านั้นได้เลยค่ะ

 

บีมไม่ได้ขู่ให้กลัว แต่พูดถึงสิ่งที่เป็นจริง เพราะถ้าคุณไม่เชื่อ คุณลองไปตรวจร่างกาย คุณจะพบไขมันเลวมากกว่าไขมันดี ค่าตับของคุณจะไม่ปกติ เลือดของคุณจะข้นหนืด หลายคนเป็น PCOS มีซีสต์ในรังไข่ เป็นต้น บีมพูดจากสิ่งที่แฟนเพจที่เคยมาปรึกษาเล่าให้ฟังค่ะ ไม่ได้มโนไปเอง

 

ซึ่งทุกคนที่ได้แก้ไขเรื่องสิว มีผิวดีขึ้น ปัญหาเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเองในที่สุด แบบไม่ต้องใช้ยาได้ในที่สุด

 

ดังนั้น ยอมเสียแต่โดยดีเถอะค่ะ

 

ยอมรับว่า คุณไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้

ยอมรับว่า คุณเป็นสิวตอนนี้เพราะคุณทำสิ่งที่ผิดธรรมชาติมานาน

ยอมรับว่า คุณจะต้องตัดสินใจ “ทิ้ง” หากอยากสิวหายขาด

ยอมรับว่า คุณจะต้องยอมทำตามวิถีธรรมชาติทั้งหมดจึงจะหายขาด

ยอมรับว่า คุณจะต้องเปลี่ยนทุกส่วนที่ฝืนธรรมชาติให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ถ้าตั้งใจให้สิวหายขาดจริง ๆ

 

ยอมรับการ “เปลี่ยนแปลงทั้งหมด” ที่จะต้องพบกับความเจ็บปวดในช่วงแรกในระยะของการดีท็อกซ์พิษจากจิต อวัยวะและผิวหนัง ก่อนที่จะมีพื้นที่ว่างในร่างกายและจิตใจรับพลังดี ๆ เข้าไปทดแทน

 

ของเก่าไม่ออก ก็ไม่มีวันที่ของใหม่จะเข้าไปได้

 

ทิ้งความกลัวทุกอย่าง ตัดสินใจเดินหน้าเต็มร้อย รับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะมันคือ ผลของอดีตเท่านั้น คุณต้องกล้าหาญมากพอที่จะยอมรับมัน

 

ซึ่งบีมเรียนรู้วิธี “รับความเจ็บปวดและสิ่งที่จะเกิดขึ้น” ระยะแรก ๆ ที่เรียกว่า healing crisis เป็นช่วงร่างกายฟื้นคืนพละกำลังและจัดการกำจัดพิษทุกระบบออกไป จะล้างได้ลึกแค่ไหน ก็อยู่ที่วิธีที่ใช้ว่ามันลึกแค่ไหน ระยะแห่งการ “รับผลแห่งการล้างพิษ” นี้ ก็มีวิธีการรับมืออย่างถูกต้อง เพื่อให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่มีพิษตกค้างเป็นอันตรายต่อได้ มีคลิปยาวให้ศึกษาแล้วค่ะ แต่เดี๋ยวตั้งใจว่าจะเขียนให้เป็นบทความด้วย จะได้อ่านง่าย ๆ

 

สรุปสุดท้าย…

 

“อยากสิวหายขาด เพียงแค่ยอมธรรมชาติแต่โดยดีเท่านั้น”

“ถ้าของเดิมไม่ถูกทำลายหมดสิ้น ของใหม่ก็เข้าไปไม่ได้เต็มที่”

“อยากมีผิวที่ดี ต้องยอมทิ้ง”

 

 

อ่านซ้ำอีกหลาย ๆ รอบนะคะ และเอาไปพิจารณาอย่างละเอียดให้เข้าใจด้วยปัญญาในตัวคุณเอง จนกว่าจะ “ตกผลึก” ค่ะ นี่คือ หนทางออกเพียงหนึ่งเดียวสู่ผิวใสแบบถาวรตลอดกาล

 

หากมีคำถามใด ๆ จากการอ่านบทความนี้

เขียนถามได้ที่คอมเม้นต์นี้เลยนะคะ

บีมจะมาตอบให้ค่ะ

 

 

ด้วยรัก

#บีมซีเคร็ต

เริ่มต้นรักษาสิวอย่างถูกวิธี

เริ่มที่ http://acnefree101.blog

 

สิวจะหายขาดได้หรือไม่ ถ้าได้ทำตามแนวทางบีม?

 สิวจะหายขาดได้หรือไม่ ถ้าได้ทำตามแนวทางบีม?

 

นี่เป็นคำถามที่ทุกคนต้องการคำตอบที่ชัดเจน มาค่ะ บีมจะอธิบายให้ฟังอีกครั้ง ที่วันนี้ขออธิบายด้วยหลักขันธ์5 นะคะ

ไม่มีพื้นฐานเรื่องนี้ไม่เป็นไร ไม่ได้นับถือพุทธไม่เป็นไรค่ะ อ่านตามก่อน แล้วค่อยเอาไปเทียบเคียงกับอะไรที่รู้ เดี๋ยวมันจะเข้าใจในแบบฉบับของตัวเองไปเองค่ะ แต่จะต้องบันทึกโพสต์นี้เอาไว้ ไปอ่านและพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เพราะ นี่คือเรื่องที่รู้แล้วจะตอบคำถามคุณชัดแจ้งได้เลยว่า “สิวจะหายขาดได้หรือไม่ค่ะ”

ขอให้ทุกคนดูภาพแผนผังที่แนบมากับโพสต์นี้นะคะ ภาพนี้แสดงถึง องค์ประกอบของมนุษย์ 1 หน่วย (เรียกเป็นหน่วยนี่แหละ ตรงสุด) สิ่งที่ประกอบกันเป็นมนุษย์นี่มันมีทั้งส่วนรูปคือ อะไรที่จับต้องได้ กับ สิ่งที่มองไม่เห็น จับไม่ได้ แต่มีอยู่และรู้สึกได้ว่ามี (เหมือนลมที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่)

เมื่อครั้งได้เรียนในคอร์ส “พลิกกรรม เปลี่ยนชีวิต” สอนโดย ดร.ทายาท ศรีปลั่ง บีมได้เข้าใจเรื่อง ความจำในจิต พลังในจิต ที่ส่งผลต่อการเกิดในร่างใหม่ ขออภัยที่จำเป็นภาษาพระไม่ได้ แต่จับแก่นได้ค่ะว่า ถ้าก่อนตาย จิตมันยังยึดตัวกูของกู ยังไม่เห็นสัจธรรม หรือยังต้องการกลับมาเกิด มันก็จะได้เกิด แต่จะไปเกิดในภพภูมิไหน มาเป็นมนุษย์ที่มีชาติตระกูลอย่างไร ประเทศอะไร ฯลฯ ก็อยู่ที่ “ความทรงจำในจิต” ที่มันมาอยู่ในร่างใหม่นั้นเอง เป็นเหมือนพิมพ์เขียวชีวิตของคนคนนั้น กำหนดรูปร่างหน้าตา นิสัยใจคอ กันได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่นั่นเลย ซึ่งถ้าเด็กนั้นสะสมพลังมาดี ได้มาอาศัยอยู่กับแม่ที่พลังงานดี กินอาหารดี ก็จะได้รับพลังดีไปด้วย แต่ถ้าสะสมพลังมาไม่ดี ก็อาจจะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไป ทำให้พลังโดยรวมหลังคลอดอาจไม่ดีนัก ส่งผลให้เด็กไม่ค่อยสงบ ก็เป็นไปได้

ดังนั้น เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่า

  • มนุษย์นับเป็น 1 หน่วย
  • หน่วยมนุษย์มีหน่วยย่อย 5 หน่วย
  • หน่วยนั้นแบ่งเป็น 2 ภาค คือ จับต้องได้ (กาย) และ จับต้องไม่ได้ (จิต)
  • ภาคกาย แบ่งเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ และแยกย่อยไปอีก
  • ภาคจิต แบ่งเป็น 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  • จิตกำเนิดของมนุษย์ 1 หน่วย เป็นผลสะสมของทุก “ชาติ” ที่เกิด ไม่ว่าจะเกิดเป็น เทวดา ยักษ์ เดรัจฉาน มนุษย์ ฯลฯ สลับหมุนเวียนไปตามแรงแห่งกรรมที่ทำ
  • จิตกำเนิดที่ “อุ้มแรงกรรมสะสม” นั้น กำหนด “DNA” ตอนเกิดร่างในท้องแม่ เป็นพิมพ์เขียวของกายและจิต
  • หากผนวกกับพลังของอาหาร น้ำ อากาศ จิต ที่ดีของแม่ จะส่งเสริมให้จิตและกายของมนุษย์นั้น พัฒนาไปทางที่ดีหลังคลอด ในทางตรงข้าม หากพลังของแม่ไม่ดี กายและจิตของมนุษย์นั้นก็มีแนวโน้มจะรับพลังลบ และส่งผลลบต่อกายและจิตหลังคลอดได้

อย่างไรก็ตาม ห้ามมีจิตอกุศล คิดโทษบิดามารดาเด็ดขาดนะคะ เพราะ อย่างไรแล้ว การที่คุณได้เกิดมา ไม่ว่าแม่ของคุณจะดูแลตัวเองตอนท้องอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ คุณยังคงมีศักยภาพเต็มในการพัฒนาจิตของตัวเองตลอดชีวิต ซึ่งการพัฒนาจิตจะนำไปสู่การเปลี่ยนรูปกายได้ในที่สุดเอง

คุณต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ที่ไม่ทำแท้งไปเสียก่อน และทำให้คุณได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองในชาตินี้ในร่างกายมนุษย์ค่ะ!

แล้วมันเกี่ยวกับสิวหายขาดยังไง?

งงใช่ไหมคะ เดี๋ยวกำลังจะโยงให้แล้ว ใจเย็นๆ เรื่องนี้ต้องปูยาวนิดนึงค่ะ พูดสั้น ๆ ให้ไปตีความเองไม่ได้ ต้องเข้าใจถ้วนทั่วก่อน

หากคุณเข้าใจอะไรที่บีมอธิบายและสรุปข้างต้นทั้งหมดอย่างดีแล้ว คุณจะเข้าใจว่า “คุณสามารถสิวหายขาดได้ ถ้าคุณเปลี่ยนแปลงจิตของตัวเองสำเร็จ”

จิตของคนที่มีผิวใส สะอาด สว่าง เป็นจิตที่มีพลังงานดีอยู่ภายใน

จิตของคนที่มีผิวไม่สดใส หมองคล้ำ เป็นสิว เป็นฝ้า เป็นจิตที่มีพลังงานลบอยู่ภายใน

การที่มีปัญหาสิว โดยไม่นับสิวแพ้ครีม แต่เป็นสิวชนิดขึ้นซ้ำ ๆ ไม่หายเสียที บีบ เจาะ แกะ ทำเลเซอร์ ทรีทเม้นต์ ฯลฯ หมดไปเท่าไหร่แล้วก็ยังขึ้น มันต้องกลับมาแก้ที่ “จิต” นะคะ

บางคน ปัญหาสิวไม่ได้เยอะ แต่ด้วย “ความไม่รู้” แล้วก็ไปทำวิธีที่ซ้ำเติมและเพิ่มปัญหา ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ผิวอ่อนแอ ด้วยการกินยา ทายา กินฮอร์โมน ซึ่งมันเป็นอะไรที่เซลล์ร่างกายไม่ได้ต้องการ แถมยังทำลายเซลล์อีก มันไปกดเอาไว้ กดทับปัญหา สักวัน มันก็ต้องถูกขับออก ก็มากลัวสิวขับพิษกันอีก แล้วก็ไม่ยอมเผชิญหน้ากับมัน เลี่ยงปัญหา ปล่อยคาราคาซัง แล้วก็จิตตกซ้ำ ๆ ไม่หายเสียที มันก็แค่เรื่องของการ “ไม่ยอมรับความจริงและเผชิญหน้ากับมัน และจัดการให้เด็ดขาด ก็แค่นั้นเอง”

สรุปทั้งหมดแล้ว ปัญหาสิวของหลายคนที่มาจากระบบภายใน อย่างของบีมคือ ตับร้อนและเป็นปัญหาที่หมอเกดบอกว่า มันเป็นปัญหาลึก เพราะ พลังงานไฟและน้ำมันอยู่ในตับ ไม่ใช่นอกตับ (อันนี้เข้าใจเอง แต่อธิบายไม่เป็นค่ะ รู้แต่ว่า มันเป็นเกมสุขภาพที่ยากกว่าคนอื่น แต่เชื่อมโยงได้ว่า เพราะกายธาตุเรามาแบบนี้ แนวโน้มที่ผ่านมา ถ้าไม่ฝึกฝนตัวเอง จะเป็นคนโมโหง่าย อารมณ์แปรปรวนง่าย ถ้าน้ำเยอะ จะดี ดับไฟได้ดี ถ้าน้ำน้อย ใครก็เอาไม่อยู่ พอเราไม่รู้ เราก็สะสมความเครียดให้ตัวเอง ตับก็ยิ่งร้อน ๆๆๆ ชีวิตก็เลยพัง ๆๆๆ สิวก็ขึ้นๆๆๆ เพราะ บีมสะสมโทษะในระดับสูงขึ้นๆๆๆ ประมาณนี้ค่ะ

พอมันแก้ที่กายส่วนหนึ่ง และ ปฏิรูปจิตเป็นงานใหญ่ โดยบีมตั้งใจเจริญเมตตามาได้จริงจัง 4 ปี ก็พบว่า ผิวพรรณผ่องใสขึ้น เป็นสิวยากขึ้น และพอเราไม่ไปโฟกัสว่ากินอะไรแล้วจะเป็นสิว แต่เราจินตนาการว่า ร่างกายเราจัดการได้หมด แต่เราก็ต้องกินอาหารที่ดีด้วยไงคะ คือ มันต้องสร้างเหตุที่ดีพร้อม ๆ กันทั้งกาย และ จิต คือ ทุกภาคส่วนของเรา ต้องพัฒนาไปทางที่ดีพร้อม ๆ กัน สิวมันก็จะหายเอง คือ คุณอย่าโฟกัสที่สิว เพราะ สิวมันเป็น “ผล” แล้ว คุณจะไปจัดการอะไรกับผล คุณต้อง “ปรับที่จิต” ที่มันลบ ที่มันไม่รักตัวเอง ที่มันสะสมความโกรธตัวเองและคนอื่น ด้วยการเจริญเมตตา และพัฒนาชีวิตทุกด้านไปพร้อมกัน เจริญสติ ให้ทันขันธ์ 5 เมื่อไหร่ที่ทำได้ สิวก็หายขาดได้แน่นอน

ถ้าถามบีมเมื่อก่อน ว่าสิวจะหายขาดไหม บีมตอบว่า มีคนหายขาดจากแนวทางนี้ แต่บีมอาจจะไม่หายขาด ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างที่บีมเผชิญ ณ ตอนนั้น กับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้น…

แต่ถ้าถามบีมตอนนี้ บีมมั่นใจว่า บีมหายขาดได้ เพราะ หลังจากที่บีมพบครูเก๋ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง บีมมีโอกาสได้เข้าถึงความจริงอีกระดับของจิตแล้ว บีมเห็นความจริงของธรรมชาติมากขึ้น เห็นขันธ์ 5 ชัดขึ้น ปล่อยวาง “กู” ได้มากขึ้น จิตเพิ่มระดับความเมตตาตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น

นอกจากนี้ การได้พบกับหมอเกด หมอเกด : ล้างพิษกายใจด้วยวิธีธรรมชาติ ครั้งนี้ ซึ่งหมอเกดวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือนอย่างแม่นยำมาก ทำให้บีมเข้าใจว่า ตัวเองต้องปรับอะไรที่ “ตรงจุด” ของเราที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้จุดอ่อนนั้นทำลายสุขภาพได้ และบีมได้ทดลองทำมาไม่นาน ก็เห็นผลชัดเจนว่า แค่รู้จุดอ่อนที่สุดของเรา แล้วเราซ่อมจุดนั้น มันคือจุด 20% ที่จะส่งผลดี 80% ได้เลย (ตามกฎ 20/80 ของพาเรโต้)

ประกอบกับการดูแลกายธาตุที่เหมาะกับเรา กินอาหารดี หายใจดี น้ำดี อากาศดี ล้างพิษดี จัดเวลาชีวิตดีขึ้น ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเหมาะกับผิวและร่างกาย องค์ประกอบทุกอย่างมันดีไปพร้อม ๆ กัน ก็เห็นชัดเลยว่า โอกาสหายขาดมีแน่นอน ขอแค่ทำต่อไป

บีมต้องขอบคุณทุกคนที่หายขาดแล้ว มาอัพเดทให้บีมรู้ มันเป็นกำลังใจให้ตัวบีมเองด้วยในการถ่ายทอดวิชาและทำงานด้านนี้ต่อไปให้แฟนเพจทุกคน และยังขออนุโมทนาให้ทุกคนที่มาแบ่งปันกับเพื่อน ๆ แฟนเพจมีสุขภาพกาย จิต จิตวิญญาณที่ดียิ่งขึ้นไป มีความสุขแท้จริงยั่งยืนถาวร

 

โพสต์นี้ สำคัญนะคะ ต้องเข้าใจ แล้วคุณถึงจะไปต่อได้จริง ๆ เพราะ ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่มาปรึกษากับบีมและทีมงานของ Holistic Academy คือ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง … มันจะมีหรือคะ ว่าถ้าคุณรู้ว่า การลงทุนทำอะไรบางอย่าง แล้วผลลัพธ์มันคุ้มที่จะเปลี่ยน ที่จะทำ แล้วคุณจะไม่ยอมทำมันจนสุดหัวใจ

มนุษย์เรานะคะ อยากได้อะไร ก็ทำได้หมดค่ะ ทุกวันนี้ ที่ยังสิวไม่หายขาด และมีข้ออ้างมากมายกับตัวเราเอง มีแค่เหตุผลเดียวคือ คุณไม่รู้ว่า คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงแบบสุด ๆ เพื่ออะไร คุณจะต้องสิวหายไปทำไม เหตุผลของคุณมันไม่ใหญ่พอที่จะสิวหาย และอีกเหตุคือ คุณไม่เชื่อว่า มันเป็นไปได้จริงๆ

เรื่องข้ออ้างมากมาย บีมก็เคยเป็น และ เป็นอยู่ช่วง ๆ นะคะ ของแบบนี้มันเป็นเรื่องการเดินทางของการพัฒนาตัวเองค่ะ เราก็ต้องเผชิญอะไรเหมือน ๆ กันค่ะ คุณไม่ได้เดินคนเดียวหรอก แต่ระดับของบีม กับระดับของคุณ โจทย์ก็จะแตกต่างกันค่ะ เราก็ต้องรู้ว่าเรามีความท้าทายอะไร และวางแผนลงมือจัดการด้วยตัวเองค่ะ ไม่มีใครมาทำให้เราได้ ชีวิตเรา ผูกเอง ต้องแก้เอง ยกความรับผิดชอบของชีวิตมาไว้ที่ตัวเองได้แล้วค่ะ

ที่สำคัญ คุณไม่ควร “เร่งรัด” ให้ “สิวหายเร็ว” สิวหายเป็นเรื่องของผลลัพธ์ สำคัญคือ คุณสร้างเหตุหรือยังคะ?

มีคำพูดนึงค่ะ ที่บีมได้เจอเมื่อ 2 ปีก่อน แล้วมันเตือนใจบีมมาก เรื่องของการลงมือทำและผลลัพธ์ของชีวิตที่ต้องการ มันทำให้บีมเป็นคนที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีมาก และยิ่งได้ผลลัพธ์ชีวิตที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ

ขออภัยที่จำชื่อผู้พูดไม่ได้นะคะ แต่หลัก ๆ คือ

“มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่อยากได้ผลลัพธ์ใหม่ ๆ โดยใช้วิธีแบบเดิม ๆ”

ซึ่งมันเกี่ยวกับคนที่เป็นสิวแล้วอยากหาย แต่ยังทำแบบเดิม กินแบบเดิม ไม่ศึกษาข้อมูลอย่างเดิม รู้เท่าไหร่ก่อนปรึกษา ก็รู้เท่าเดิมหลังปรึกษา กลับมาถามคำถามซ้ำเดิม ถ้าเราไม่พัฒนาตัวเอง สิวก็ไม่มีทางหายขาด เพราะ รากปัญหาอยู่ในตัวคุณ ไม่ลงมือแก้เอง แล้วมันจะหายได้อย่างไร? และถ้ายังแก้เรื่องสิวของตัวเองไม่ได้ คุณจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิตและมีชีวิตตามที่ต้องการได้เลย เพราะ คุณจะฝังใจว่า คุณเป็นคนไม่สำเร็จ เอาชนะด้านลบตัวเองไม่ได้ คุณจะมีชีวิตอยู่แบบคนขี้แพ้เรื่อยไป จิตแบบนี้ จะส่งผลให้ คุณไม่มีพลังพิชิตเป้าหมายอะไรในชีวิตเลย

เหตุของสิวหายและหายขาด บีมเผยแพร่ แบ่งปัน ไว้ทุกช่องทางออนไลน์ทั้งหมดแล้วค่ะ เหลือแค่คุณปรับวิธีคิด ทำความเข้าใจ ตัดสินใจ และลงมือทำจนถึง

ภาวนาไปพร้อมกับสภาวะร่างกาย กับการเกิดดับของสิว การเกิดดับของภาวะต่าง ๆ ค่ะ สิวคือ พิษ คือ การเสียสมดุล ขณะที่คุณกำลังใช้แนวทางธรรมชาติ ร่างกายของคุณที่แข็งแรงขึ้น จะกำจัดพิษออกได้ด้วยตัวเอง คุณมีหน้าที่แค่ซัพพอร์ต เขาต้องการอะไร คุณต้องให้ ถ้าคุณไม่ให้ แล้วยังฝืนกับการทรยศกายและจิตตัวเอง ผลลัพธ์เป็นอย่างไร คุณย่อมรู้ดี…

คุณต้อง “ยอมรับ” ค่ะ

ว่าคุณ “มีทางเลือก” เสมอ

และคุณ “เป็นผู้เลือก” เสมอ

 

สิวหาย เป็นเรื่องของ ความตั้งใจที่จะหายค่ะ

เป็นเรื่องของ “การเลือกที่จะผิวใสตลอดไป”

 

มันได้ผลไม่ใช่แค่ในชาตินี้ แต่ทุกภพชาติจากนี้

ถ้าคุณปฏิรูปจิตให้สะอาด สดใส ได้

จิตเย็น เบาสบาย เต็มเปี่ยมด้วยรักและเมตตาต่อตัวเองและสรรพสิ่งได้

ผิวย่อมสดใส ผ่องใส ได้อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องฉีดกลูต้า กินคอลลาเจนวิตซี นะคะ

 

แนะนำให้ปริ้นท์ไปอ่านกันอีกหลาย ๆ รอบ หลาย ๆ วัน จนกว่าจะเข้าใจค่ะ แล้วคุณจะ “สิวหายขาด” ได้จริง ๆ

 

ด้วยรัก

#บีมซีเคร็ต

เริ่มต้นรักษาสิวอย่างถูกวิธี เริ่มที่นี่ http://acnefree101.blog
*** ขอบคุณรูปภาพผังขันธ์ 5 จากไฟล์ PDF หนังสือ พาจิตกลับบ้าน ***

 

 

 

 

แจ้งปรับชื่อเพจ และ แนวทาง #สิวซีเคร็ต

แจ้งเปลี่ยนชื่อเพจ จาก “สิวหายได้ ไม่ต้องใช้ยา” เป็น “สิวเปลี่ยนชีวิต” แล้วนะคะ (ด้านหน้าเหมือนเดิม เพราะเดี๋ยวหาเพจกันไม่เจอ 😀)
.
มันมีเหตุผลที่อยากเปลี่ยนชื่อค่ะ เพราะ จะได้สอดคล้องกับแนวทางใหม่ที่เราจะเริ่มกันตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คือ แทนที่เราจะดูกันเฉพาะปัญหาสิว บีมอยากให้ทุกคนมองภาพใหญ่ไปว่า การรักษาสิวของตัวเองนั้น จะช่วยพัฒนาให้ชีวิตของเราดีขึ้นโดยรวมไปพร้อม ๆ กับผิวที่ใสขึ้นได้อย่างไร ซึ่งบีมเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของแนวทางนี้ ที่สิวหายไปพร้อม ๆ กับมีผิวใสขึ้นมาแทน ชีวิตสิว ๆ มันก็หายไปพร้อม ๆ กับชีวิตสดใสขึ้นมาแทน 😉
.
คือ บีมพบว่า ปัญหาของคนเป็นสิว อยู่ที่ “วิธีคิด” มากกว่าค่ะ เพราะ วิชารักษาสิวที่เกี่ยวกับการดูแลร่างกาย บีมว่าบีมเขียนให้ Live สอน อัดลงคลิปให้จนหมดไส้หมดพุงแล้ว แต่ทำไมคนสำเร็จจริง ๆ มีไม่ถึง 10% ของผู้ติดตามบีมทั้งหมด สำเร็จจริง ๆ คือ พ้นทุกข์นะคะ คือ สิวไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตที่จะต้องมานั่งกลุ้มใจอีกแล้ว
.
ส่วนจะหายขาด ผิวจะใสกิ๊งไหม มันอีกเรื่องค่ะ เพราะ สิวแบบชนิดเรื้อรังนี้ มันต้องปรับวิถีชีวิต ปรับจิต กันใหม่หมดเลย ต้องเปลี่ยนสันดานการกิน การนอน การคิด ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนก็มีเกมชีวิตต่างกัน
.
บางคนเปลี่ยนอาชีพได้เลย บางคนมันเปลี่ยนยังไม่ได้ มันผูกพันกับอีกหลายปัญหาที่ต้องแก้ในชีวิตค่ะ อันนี้เข้าใจ เพราะบีมก็อยู่ในจุดนี้มาเหมือนกัน บีมมีปัญหาหนี้สินที่ต้องแก้ไข กว่าระบบพลังงานจะลงตัวได้มากเหมือนทุกวันนี้ มันก็ต้องผ่านการปรับมาเยอะ จึงเข้าใจทุกคนนะคะ บางสิ่งจะแก้ไข มันก็ต้องใช้เวลาและพลังใจมากอยู่
.
พลังใจนี้ หลาย ๆ เรื่อง คนรอบข้างนี่แหละ บั่นทอน เพราะเรารักเขามากที่สุด ถ้าคุณโชคดี มีครอบครัวที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ มันก็ง่ายค่ะ หายเร็วอยู่
.
แต่ถ้าคุณต้องเจอแรงต่อต้าน แน่นอนว่า ถ้าไม่มั่นคงพอ ถ้าไม่เข้าใจแนวทางมากพอ มันก็จะเวิ่นเว้อหน่อย หลุดบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่ต้องเอาไปเครียด คือ เราต้องเข้าใจว่า ทุกการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีแรงต้าน จะมากน้อยแต่ละคนก็ต้องเจอแตกต่างกัน สำคัญว่า เรานี่แหละ เข้าใจไหม ว่าทำอะไรอยู่ เพื่ออะไร? ถ้ามีเป้าหมาย ค่อย ๆ ทำไป อย่าไปปะทะอะไรกับใครให้มันเปลืองพลังงาน ธรรมชาติจะช่วยเหลือคนที่เข้าใจและสอดคล้องกับธรรมชาติเสมอค่ะ เดี๋ยวผลลัพธ์มันโชว์ ทุกคนที่เคยไม่เข้าใจ จะเข้าใจเอง และตามคุณมาเอง
.
ถ้าวิธีคิดผ่าน วิธีทำถูก
มันจะทำได้นานพอ แบบมีความสุขระหว่างการเดินทาง
มันจะไม่ใช่แบบควบคุมตัวเองสุดโต่ง แล้วพอสิวหาย ก็กินดะอีก
มันจะเป็นอะไรที่ “เปลี่ยนถาวร” จริง ๆ
.
ที่ผ่านมา 9 ปี บีมให้วิธีทำที่ถูกต้องไปหมดแล้วนะคะ ถ้าไปดูทุกซอกมุมของห้องสมุดออนไลน์ (หมายถึง บล็อก YouTube และแฟนเพจ ที่จริง ๆ บีมเคยทำเพจอีกอันตั้งแต่สมัยทำเรื่องสิวแรก ๆ ไว้ที่นี่นะคะ ถอนรากสิว ด้วยสมดุล อายุรเวท และธรรมะ By บีมนี่คือปรับชื่อไปแล้ว เคยชื่อเดิมอะไรไม่รู้ค่ะ จำไม่ได้แล้ว)
.
หลังจากนี้ไป เรามาเปลี่ยนคอนเซ็ปต์กันดีกว่านะคะ เรามาตั้งเป้า “พัฒนาชีวิตจากเม็ดสิว” กัน มันสนุกกว่าค่ะ และมีโอกาสจูงใจคุณได้มากกว่าในการไปถึงเป้าหมายแค่ “รักษาสิวให้หาย” เพราะทุกคนที่สิวหายจากแนวทางนี้ เขามีชีวิตที่เปลี่ยนไปทุกคน เพราะ ภายในจิตเขาเปลี่ยน และการดูแลกายที่สอดคล้องกับหลักธรรมชาติแบบง่าย ๆ ที่บีมสอนไว้ มันจะเปลี่ยนระดับพลังงานใหม่ทั้งหมด ผลลัพธ์คือ ชีวิตที่สุขขึ้นเรื่อย ๆ หลุดพ้นจากทุกข์แห่งสิวได้จริงๆ
.
ไม่ว่าเป้าหมายและความฝันของคุณคืออะไร (เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ประกวดร้องเพลง เป็นดารา เป็นนางแบบ เป็นนายแบบ เป็นนักกีฬาที่ดูดี เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดี เป็นพ่อแม่ที่ดูดีดูเด็ก ทำงานเป็นแอร์ สจ๊วต เป็น Front Office ของโรงแรม 5 ดาว ไปทำงานต่างประเทศ ผู้ประกาศข่าว เป็นนักธุรกิจที่ดูมีสง่าราศี มีความมั่นใจ มีอิสรภาพทางการเงิน เวลา มีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่แข็งแรง ฯลฯ)
.
แนวทางที่บีมกรุยมา ให้ได้ทุกอย่างค่ะ เพราะ บีมได้รับมาทั้งหมดแล้ว จึงกล้าบอกว่า ใช้แค่แนวทางนี้แหละ ได้ทุกฝันและเป้าหมายแน่นอน
.
และบีมยังเอาหลักการรักษาสิวที่ตกผลึก มาแก้ปัญหาหนี้ของตัวเองด้วยนะคะ คือ สิวเรื้อรังกับหนี้ที่เป็นนานกว่า 1 ปี บีมจัดว่าเรื้อรังแล้วค่ะ ซึ่งมันเป็นปัญหาที่ต้องแก้รอบด้าน ไม่ใช่โฟกัสที่ “สิว” (เงิน) แต่มันต้องโฟกัสที่ “ความรู้ที่จะแก้ปัญหานี้” ต่างหาก มันต้องมีวิธีคิดที่ถูก วิธีทำที่ถูก ซึ่งเราต้องมีต้นแบบ ต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ต้องโฟกัสที่การลงมือทำตามแผน ทีละจุด ๆ ๆ ๆ เริ่มจากจุดเร่งด่วนและสำคัญก่อน ซึ่งบีมยึดหลัก 80/20 คือ พอเราแก้จุดเร่งด่วนและสำคัญสุด ๆ ก่อน มันจะคลี่คลายส่วน 80% ไปได้เองค่ะ
.
อ่านแล้ว ลองเอาไปคิดอีกรอบได้นะคะ ไม่ต้องเชื่อก่อน
แต่สำหรับบีม มันเป็น True Story 100% ค่ะ ที่อยากแบ่งปันให้เดินตามมาด้วยกัน
.
ดังนั้น หลังจากนี้ เพจนี้จะปรับเปลี่ยนสไตล์การนำเสนอข้อมูลให้ใหม่นะคะ โดยมุ่งเน้นไปที่การแบ่งปันคอนเท้นต์ทีจะทำให้ทุกคนที่ได้ติดตาม “เปลี่ยนชีวิตจากเม็ดสิว” ได้จริงๆ จะมีทั้งเรื่องสิว และ การพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กันแบบองค์รวมค่ะ ตามสไตล์ของบีมที่ทำได้สำเร็จเลย
.
ด้วยรักจากใจ
อยากให้มาอยู่ตรงนี้ด้วยกันค่ะ
มันดีกว่าตรงนั้นเยอะ!
.
#บีมซีเคร็ต
#HolisticAcademyTH
#สิวเปลี่ยนชีวิต

ช่วงหลับ ก็ปรับสมดุลได้ ด้วย Chakra Balancing & Healing Music

หากอยู่ในช่วงอ่อนล้า เพลีย ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย บีมจะมีวิธีในการเยียวยาปรับสมดุลพลังภายในที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ผล แต่ก็ได้ผลมาก ๆ ค่ะ ทดลองเปิดดนตรีบำบัดแนว Chakra Balancing มาประมาณ 1 ปีแล้ว ทุกครั้งที่ไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ พักน้อย หากได้เปิดดนตรี Chakra Balancing ไปก่อนนอน มักจะตื่นมาพร้อมกับความสมดุลสดชื่นเสมอ

และเมื่อได้แนะนำให้กับพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่รักได้ทดลองทำดู ปรากฏว่า ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน โดยที่พี่ ๆ เพื่อน ๆ กลุ่มนี้ดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ใช่สายที่ศึกษาธรรมชาติบำบัด จึงคิดว่า น่าจะนำมาแนะนำให้กับทุกคนที่มีปัญหาภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ลองเปิดฟังก่อนนอนพร้อมหลับไปเป็นประจำทุกคืน มันจะทำงานของมันเองค่ะ แล้วดูว่า รู้สึกแตกต่างไปจากเดิมที่ไม่เคยใช้ดนตรีนี้หรือไม่นะคะ

หากกังวลเรื่องคลื่นพลังงานจากโทรศัพท์มือถือ แนะนำให้อัดคลิปเสียงไว้ในเครื่องเล่นเพลงต่าง ๆ ค่ะ หรือตามสะดวกเลย แล้วกดเล่นก่อนนอนทุกคืน ทิ้งไว้แม้เราจะหลับ ข้างในเราไม่เคยหลับค่ะ

ดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยคลื่นเสียงปรับสมดุลพลังธรรมชาติ

ตัวอย่างของเพลงที่บีมเปิดฟังนะคะ

ความยาว 35 นาที (อันนี้ฟังบ่อย) https://youtu.be/MvmAYt9KtAM

ความยาว 3 ชั่วโมงครึ่ง https://youtu.be/ARoih8HTPGw

หรือสามารถหาโทนเสียงเพลงที่ตรงจริตตัวเองด้วยคำว่า Chakra Healing, Chakra Balancing ประมาณนี้นะคะ ให้เลือกโทนที่ตัวเราฟังแล้วรู้สึกสงบ ไม่ใช่ฟังแล้วยิ่งนอนไม่หลับค่ะ แต่ละคนจะมีคลื่นเสียงที่ตรงจริตแตกต่างกัน ต้องสังเกตเองค่ะ ถ้าเปิดถูกอัน จะหลับเร็ว หลับง่ายขึ้น ตื่นมาสดชื่นจริงค่ะ

เทคนิคดูแลตัวเองอย่างง่าย บีม